เกิดเหตุระส่ำระสายอย่างต่อเนื่อง ภายหลัง “พรรคส้ม” พ่ายแพ้ศึกเลือกตั้ง 69 ภายใต้การนำทัพของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พา สส.เข้าสภาฯได้ราว 118 คน น้อยลง 33 คนเมื่อเทียบกับปี 2566 ภายใต้การนำของ “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หอบ สส.เข้าสภาฯมากถึง 151 คน
แม้ว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้ง “พรรคส้ม” จะพยายามโหมโรงกระแส “พายุน้ำแข็ง” วางบทบาทให้ “ไอซ์ รักชนก” ศรีนอก สส.กทม. (ขณะนั้น) หนึ่งในผู้เปิดโปงสารพัดเรื่องฉาวของรัฐ โดยเฉพาะประเด็น “ประกันสังคม” ไปช่วยหาเสียงในหลายพื้นที่ พร้อมกับเรียก “ทิม พิธา” กลับมาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อมาช่วยหาเสียงหวังปรากฎการณ์ “พิธาฟีเวอร์” ให้กลับมาอีกครั้งเหมือนปี 2566
โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายพรรคพยายาม “เชื่อโพล” ภายใน อ้างว่า อาจกวาด สส.ได้ราว 200 เสียง และได้คะแนนป็อปปูลาร์โหวตจาก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ราว 20 ล้านเสียงก็ตาม ทว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นไปดังที่คาดหวังไว้ส่งผลให้ “เท้ง ณัฐพงษ์” กลายเป็น “แพะรับบาป” ทั้งที่ตัวเขาเองพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่สามารถคัดคานระบบ “โปลิตบูโร” ภายในพรรคได้
คนที่มีบทบาทสำคัญในพรรค และเคาะตัวผู้สมัคร สส.หนีไม่พ้น “ติ่ง ศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาธิการ ปชน. 1 ใน 3 ของ “กลุ่มเพื่อนเอก” ที่ประกาศอย่างมั่นใจว่าถ้า ปชน.ได้ สส.ต่ำกว่ายุคก้าวไกล จะลาออก เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ แน่นอนว่าเขายืนยันจะลาออก เพื่อรับผิดชอบผลการเลือกตั้ง และเปิดทางให้คนอื่นมาเป็นเลขาธิการพรรคแทน โดยในช่วงเดือน มี.ค.นี้ คาดว่าพรรคจะประชุมใหญ่ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ใหม่ทั้งหมด
ท้ายที่สุดกระแส “ชาตินิยม” ผสม “สามัคคีบ้านใหญ่” นำพา “ค่ายน้ำเงิน” เถลิงบัลลังก์กวาดชัยชนะได้ สส.เฉียด 200 คน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผลัก “พรรคส้ม” กลายเป็น “ฝ่ายค้าน” สมัยที่ 3 นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ (สส. 81 คน) พรรคก้าวไกล (สส. 151 คน) จนมาถึง ปชน. (สส. 118 คน)
หลังการพ่ายแพ้ ปชน.มีการถอด-สรุปบทเรียนสมรภูมิครั้งที่ผ่านมา โดยโฟกัสไปที่ประเด็น “การทำพื้นที่” ของผู้สมัคร สส.-ทีมงานเครือข่าย ยังไม่ดีเพียงพอ ส่งผลให้พ่ายแพ้ “เครือข่ายบ้านใหญ่” ที่วางสรรพกำลังไว้ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ บริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ และไม่ใช่ของรัฐ ได้อย่างเต็มเหนี่ยว
ดังนั้น ปชน.จึงต้องจัดตั้ง “อาสาส้ม” โดยจะไม่ใช่ระบบเงิน ไม่ใช่หัวคะแนน ไม่ใช่เครือข่ายอุปถัมภ์ เครือข่ายกลไกรัฐราชการ แต่จะทำระบบอาสาสมัครของพรรคที่ยึดโยงกันด้วยอุดมการณ์ ทำงานใกล้ชิดประชาชนอย่างแท้จริง เป้าหมายขั้นต่ำของคือการสร้างเครือข่าย “อาสาส้ม” ให้ครอบคลุมกว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ
ทำให้หลายคนมองว่า “อาสาส้ม” คล้ายคลึงกับเครือข่าย “หมู่บ้านเสื้อแดง” ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อราว 15-16 ปีก่อน ภายหลังกลุ่ม นปช.พ่ายแพ้ในสมรภูมิเมืองหลวง หลังยาตราทัพมาจากทุกสารทิศ ชุมนุมใจกลางเขตเศรษฐกิจ กทม. แต่ถูกปราบปราม และมีผู้เสียชีวิตเฉียดร้อยศพ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถเอาผิด “บุคคล” ผู้สั่งการได้
ทว่า ขั้นตอนการสมัคร “อาสาส้ม” ครั้งนี้ กลับต้องทำผ่าน “แอปพลิเคชั่น” มีการ “ลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน” ต่าง ๆ นานา ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร อาจทำให้มีคนในเครือข่ายแทบไม่ต่างจากเดิม และทำให้คนใหม่ ๆ ไม่อยากจะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ นั่นจึงทำให้แนวคิดดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง
นอกจากนี้ การถอดบทเรียนดังกล่าว แทบไม่มีการพูดถึง “ปัญหาภายใน” ของพรรค ที่ถูกมองว่าไม่เป็น “ประชาธิปไตย” เท่าที่ควร ทั้งที่พยายามกล่าวอ้างว่าเป็น“พรรคมวลชน” โดยเฉพาะการคัดสรรตัว“ผู้สมัคร สส.”ของพรรค ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่
โดยเรื่องนี้ถูก “อดีต สส.-อดีตผู้สมัคร-อดีตสมาชิก” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้ง แต่แทบทุกครั้งถูกสวนกลับไปว่า สาเหตุที่คนเหล่านี้วิจารณ์พรรค เพราะไม่ถูกอกถูกใจในการถูกวางตำแหน่งแห่งที่ภายในพรรค หรือไม่ถูกส่งลงสมัคร สส. ซึ่งบางครั้งเป็นข้อเท็จจริง บางครั้งเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น
กระทั่งเกิดเหตุ “ทนายแจม” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ว่าที่ สส.กทม.ปชน. ตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) เพื่อวิจารณ์การคัดตัวผู้สมัคร สส.ภายในพรรค หลังปล่อยคนที่ถูกกล่าวหาว่ามีคดีข่มขืน-คุกคามทางเพศไปสมัคร สส. ทำเอา “สส.ชายแท้” หลายคนในพรรค ไม่พอใจ และวิจารณ์เรื่องนี้ แถมบางคนมองว่า เรื่องแบบนี้ควรคุยภายในพรรคให้สะเด็ดน้ำ ก่อนปล่อยออกสู่สาธารณะ
ล่าสุด “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ขย่มซ้ำไปอีก เมื่อประกาศลาออกจาก “ทุกบทบาท” เกี่ยวกับพรรคส้ม หลังจบภารกิจผู้ช่วยหาเสียง ปชน.ในการเลือกตั้งปี 2569 ร่วมเดินสายภาคอีสาน ซึ่ง ปชน.ได้ สส.อีสานมาแค่ 6 ที่นั่งเท่านั้น
โดยใจความสำคัญก่อนประกาศลาออก “ปิยบุตร” อธิบายยาวเหยียดในเฟซบุ๊กของตัวเอง สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอมรวมประชาชน และทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่ ต้องประสาน 2 สิ่งที่อาจขัดแย้งกัน เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ รวมศูนย์ + ประชาธิปไตย มิใช่รวมศูนย์จนไม่ฟังใคร จนกลายเป็นเผด็จการภายในพรรค ตัดสินใจโดยคนเดียวหรือไม่กี่คน และมิใช่ประชาธิปไตยเฟ้อ ใครอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องมีวินัย แต่ต้องเป็นพรรคที่มีการรวมศูนย์การตัดสินใจ
“ปัญหาของพรรคในเวลานี้ ก็คือว่า ได้ขัดเกลาความคิด และพฤติกรรมของแกนนำ ผู้ดำรงตำแหน่ง นักการเมืองของพรรค ผู้ปฏิบัติงานของพรรค ให้เข้าใจวิธีการเช่นนี้แล้วหรือยัง? หากยังแก้ประเด็นนี้ไม่ตก วันข้างหน้า ก็จะมีดราม่า เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนไปวนมา จนต้องแก้ปัญหาดราม่าหยุมหยิมจนไม่ได้ทำงานใหญ่” ปิยบุตร ระบุ
ข้อเขียนของ “ปิยบุตร” ดังกล่าว สะท้อนสภาพปัญหาภายในของ “พรรคส้ม” ได้ค่อนข้างตรงข้อเท็จจริงอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ มาก้าวไกล มาถึง ปชน. เกิดการ “ดีลลับ” หลังม่าน กับกลุ่ม “ชนชั้นนำ-รัฐพันลึก” หลายครั้ง ที่เด่นชัดที่สุดมีอย่างน้อย 3 ครั้งคือ
1.ก่อนยุบพรรคอนาคตใหม่ มีความพยายามดีลกับ “บิ๊กเนมท็อปบู้ต” เพื่อเจรจาว่า พรรคอนาคตใหม่ มิได้เป็นอันตรายต่อ “ระบอบเก่า” แต่ไม่เป็นผล พรรคถูกยุบไป
2.หลังการเลือกตั้ง 2566 “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ไพร่หมื่นล้าน ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ บินไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” นายใหญ่พรรคเพื่อไทย แม้เขาอ้างว่าไม่ได้คุยกันเรื่องการเมือง แต่มีรายงานว่า มีการต่อรองจัดตั้งรัฐบาลขึ้น แต่ด้วยบริบททางการเมือง และสถานการณ์ ณ ขณะนั้น “ทักษิณ” เซย์โน จนเกิดการเขี่ยพรรคส้ม ไปจัดตั้ง “รัฐบาลช็อคมินต์”
3.ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2568 “ธนาธร” พยายามทำ Grand Compromise โดยว่ากันว่ามีการวางตัวให้ “แกนนำส้ม” ไปเจรจากับ “กุนซืออีลีต” ในหลายวง เพื่อเปิดฉากทัศน์ว่า พรรคส้มในยุคยานพาหนะคันที่ 3 อย่าง ปชน.ไม่ได้เป็นภัยกับ “รัฐพันลึก” อีกต่อไปแล้ว
หลังจากนั้นมีการโหวตหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ หวังเปิดทางแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถัดมาแม้ ปชน.โดน “ต้มส้ม” ก็ยังพยายามเปิดตัวทีมบริหาร “The Professionals” ที่หลายคนเป็น “เทคโนแครต-เครือข่ายกลุ่มทุน” เพื่อตอกย้ำว่า “พรรคส้ม” ไม่เป็นพิษภัยกับ “ระบอบเก่า” แต่ก็ไม่เป็นผลอยู่ดี
ดังนั้นบทเรียนสำคัญที่ ปชน.ควรถอด-สรุปออกมามากที่สุดคือ “ปัญหาภายใน” ของพรรค ที่ยังปล่อยให้ “บางกลุ่ม” ครอบงำแนวทาง-ความคิด สั่งซ้ายหัน-ขวาหัน โดยอ้างว่าเป็น “มติพรรค” ได้
โดยภาพที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ กรณีพรรคมีมติโหวตหนุน “ภูมิใจไทย” เป็นรัฐบาล โดยอ้างว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งที่มีความเคลื่อนไหว “พรรคส้ม” ดีลกับ “ค่ายน้ำเงิน” ไว้ตั้งแต่ไก่โห่แล้ว หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น จะโหวตหนุน “อนุทิน” ตามแนวทาง Grand Compromise
ทำให้ทั้งคนนอก-วงในวิจารณ์กันว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ทีมงาน “โปลิตบูโร” ในพรรค โดยเฉพาะ “คนใกล้ชิด” กับ “กลุ่มเพื่อนเอก” บางคน ที่พยายามเข้าไปมีบทบาทจัดการบางเรื่องภายในพรรค ต้อง“วางมือ” แล้วเปิดโอกาสให้คนใหม่ ๆ ขึ้นมานำพรรคแทนได้แล้ว
ที่สำคัญแกนนำแถว 4 ของพรรค ซึ่งจะต้องขึ้นมาทำหน้าที่แทน อดีต 44 สส.ก้าวไกล โดยเฉพาะ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ที่ถูกคาดหมายว่า อาจขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคในอนาคต จะแก้ไขสถานการณ์ภายในอย่างไร เพื่อฟื้นวิกฤติศรัทธาพรรคส้ม ซึ่งกำลังตกลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานี้
ที่สุดแล้ว พรรคส้มจะเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ ต้องรอดูภายในเดือน มี.ค.นี้





