วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

จับ ‘เบน สมิธ’ สะเทือน ‘ชนชั้นนำ’ สะท้อนเครือข่าย 'ธุรกิจการเมือง'

จับ ‘เบน สมิธ’ สะเทือน ‘ชนชั้นนำ’ สะท้อนเครือข่าย 'ธุรกิจการเมือง'

กลายเป็นข่าวใหญ่ทำเอา “แวดวงการเมือง” ร้อน ๆ หนาว ๆ ไปตาม ๆ กัน พลันที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB ร่วมกันสืบสวนสอบสวนจนนำไปสู่การออกหมายจับ ผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ 1. “เบน สมิธ” (Mr.Ben Smith) หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และ 2. แคทรียา บีเวอร์ ภรรยา โดยทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกง สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน โดยมีมูลค่าเสียหายนับพันล้านบาท

สำนวนการสอบสวนของ CIB สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ประวัติ เบน สมิธ และ แคทรียา บีเวอร์ พบว่า เบน สมิธ เป็นนักธุรกิจต่างชาติที่ถูกสหรัฐฯ จัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับขบวนการสแกมเมอร์ระดับนานาชาติและการฟอกเงิน 

ส่วน แคทรียา บีเวอร์ ภรรยา เบน สมิธ ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ซึ่งช่วงธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินข้างต้น ตามกฎหมายฟอกเงินไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่า ในเครือข่ายนี้ อาจมีการกระทำความผิดอื่นด้วย

CIB จึงมีคำสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ให้สืบสวนพฤติการณ์ของเบน สมิธ กับพวก จนพบว่ามีผู้เสียหายนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อตำรวจสอบสวนกลาง จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า เบน สมิธ พร้อมภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ต และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่าง ๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงินไปกว่า 1,000 ล้านบาท

พฤติการณ์ที่นำไปสู่การสืบสวนและออกหมายจับกุมดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2559 นักลงทุนชาวต่างชาติ (ผู้เสียหาย) ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย และได้รู้จักกับ “เบน สมิธ” อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ในครั้งแรกได้ แนะนำนักธุรกิจ และนักการเมืองให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) โดยได้มีการลงทุนกันจริง จนผู้เสียหายไว้วางใจ

ต่อมา เบน สมิธ หลอกเงินผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพซ ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ให้แคทรียา เป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ มีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี

นอกจากนี้เบน สมิธ อาศัยโอกาสนี้ ชวนซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท เพื่อให้เช่าและใช้ส่วนตัว โดยหลอกเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท เดือนต่อมา เบนอาศัยความสนใจของผู้เสียหายในการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า หลอกเงินผู้เสียหายไปอีก 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะไปร่วมกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจ กับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยซ้ำอีก

กระทั่งผู้เสียหายพบว่า หุ้นเพซ ไม่มีความเคลื่อนไหว ตามที่ตกลงกันไว้ คนในเครือข่ายของเบน จึงเสนอให้จ่ายเงินค่ามัดจำคอนโด 7 ห้องและค่าบิวท์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขายให้ได้เงินคืนผู้เสียหายพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ ต่อมาปี 2565 ผู้เสียหายยังไม่ได้รับส่งมอบห้องชุดตามที่ตกลงกัน จึงได้ติดต่อทวงถามมีการบ่ายเบี่ยง และได้ทราบภายหลังว่าห้องชุดทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมดแล้ว จึงทราบว่าถูกหลอกลวง

จากการสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานพบว่า เบน กับภรรยา หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยอ้างธุรกิจต่าง ๆ หลายครั้ง ต่อเนื่องกัน แต่ไม่ได้นำเงินไปดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก เข้าลักษณะการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ในชั้นนี้ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับนายเบน กับภรรยา ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง และฟอกเงิน ทั้งนี้ได้ขออนุมัติหมายค้นจำนวน 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลางเพื่อตรวจค้นหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี และในวันที่ 27 ก.พ. 2569 ชุดสืบสวนสอบสวน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเข้าปฏิบัติการตรวจค้นตามจุดดังกล่าว ทำการตรวจยึดสิ่งของที่จะเป็นพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติม 13 รายการ โดยส่วนใหญ่เป็นคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน และขยายผล ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ขณะเดียวกัน CIB ได้ประสาน ปปง.เพื่อรายงานมูลฐานคดีฟอกเงินนี้ ไปเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเป็นมูลฐานตั้งแต่ ปี 2559 และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นหลักฐานสำคัญในทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ ในเครือข่ายนี้ต่อไป

เงื่อนปมที่น่าสนใจ “เบน สมิธ” เคยถูก “ทอม ไรต์” นักข่าวสืบสวนชาวสหรัฐฯ ดีกรี “รางวัลพูลิตเซอร์” เปิดโปงไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาว่า เป็นนักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้-กัมพูชา หนึ่งในผู้ประสานงานกับเครือข่าย “สแกมเมอร์” ที่เชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ “เบน สมิธ” ยังปรากฏภาพถ่ายร่วมกับ “ชนชั้นนำ-นักการเมืองไทย” หลายคน ไม่ว่าจะเป็น “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯคนปัจจุบัน “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” รมว.คลัง

โดยเฉพาะการแกะรอยการทำธุรกิจกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ โดยปรากฏภาพ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เคยร่วมเฟรมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏภาพ “ผู้กองธรรมนัส” ร่วมเฟรมกับ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เมื่อครั้งเป็น รมว.ดีอี และ “เบน สมิธ” ในการทำ MOU กับบริษัทเอกชนในสิงคโปร์ ในโครงการสแกนม่านตา ที่อยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบอยู่ในตอนนี้ด้วย

อย่างไรก็ดีบุคคลที่ปรากฏภาพร่วมเฟรมกับ “เบน สมิธ” ทั้งหมด ล้วนปฏิเสธความสัมพันธ์ ยืนยันว่าไม่ได้รู้จักกัน หรือสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด

ชื่อของ “เบน สมิธ” ยังปรากฏผ่านสื่อในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 69 เมื่อมี “มือดี” ปล่อยข่าวว่า “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำพรรคเพื่อไทย ซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวต่อจากเครือข่ายของ “เบน สมิธ” หลายร้อยล้านบาท ต่อมามีการชี้แจงว่า “สุริยะ” ร่วมทุนกับ “เครือญาติ” โดยเขาลงทุนไปแค่ 30 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินของพี่ชาย “โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ” และคนสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ”

ดังนั้น การออกแอ็กชั่นของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น ปปง.ยื่นศาลแพ่ง และศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราวกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทในเครือข่าย “เบน สมิธ” ถัดมา บช.ก.ออกหมายจับ “เบน สมิธ” หลอกลงทุนกว่าพันล้านบาท อาจมีเป้าหมายไปยัง “ใครบางคน” หวังเป็น “บ่วงล็อกคอ” ไม่ให้ “ดื้อดึง” หากสุดท้ายมี “บางพรรค” อดร่วมรัฐบาล แล้ววางแผนสมคบคิด “ล้มรัฐบาลใหม่” หรือไม่ 

ท่าทีของ “อนุทิน” ให้สัมภาษณ์วานนี้ (2 มี.ค.) ถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดำเนินการมาต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ ทุนเทา คอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงินต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่ยืนยันนโยบายและหลักการของตน ที่เคยบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่รู้หรอกว่าใครไปทำอะไร แต่ถ้ามีเหตุอะไรขึ้นมาและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้คนในประเทศ และสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจประเทศ ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องโดน

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลมีการอายัดทรัพย์ผู้ที่เป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจ ทั้งคนต่างชาติและคนไทย เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติ อย่าง ปปง. มีความมั่นใจ ดำเนินการปราบปรามธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่มีความกังวล เป็นการพิสูจน์ให้ชัดว่า ไม่มีอิทธิพลใด ๆ อยู่เหนือกฎหมายได้ อันนี้เป็นการชี้ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลไม่เคยเข้าข้างคนทำผิดกฎหมาย มีแต่เข้าข้างผู้ที่ปราบปรามป้องกัน รักษากฎหมาย

เมื่อถามว่า มีรายงานหรือไม่ว่ามีนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญเข้าไปเกี่ยวข้อง อนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยก้าวก่ายใด ๆ จะรายงานมาที่ต่อเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องการทราบว่าใครอยู่ในข่าย ทั้งเฝ้าระวัง ติดตาม หรือสอบสวนพฤติกรรม ถ้าตนมารู้ เดี๋ยวจะมีข่าว เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าไปเกี่ยวข้อง ก้าวก่าย สั่งการ ฉะนั้นการทำงานของตนอาจจะไม่เหมือนกับคนอื่น ให้อำนาจผู้ปฏิบัติไปดำเนินการเต็มที่ ข้อสั่งการก็คือใครทำผิดกฏหมายไม่มีการละเว้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร

ส่วนจะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากมีแกนนำบางพรรคการเมืองบางพรรคเชื่อมโยง เบน สมิธนั้น อนุทิน กล่าวว่า ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ กระเพื่อมอะไร ตำแหน่งตนเหรอ ไม่มีปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน ความเสียหายของประเทศชาติมีความสำคัญกว่า เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล หรือจะต้องไปเกรงใจนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลคนไหนไม่มีความหมายเลยตรงนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรากฏกายของ“เบน สมิธ” ที่โผล่ร่วมเฟรมถ่ายภาพกับ “ชนชั้นนำ-นักการเมืองไทย” รวมถึงการทำธุรกรรมกับ “เครือข่ายนักการเมือง-นักธุรกิจ” ในเมืองไทยที่ผ่านมา แม้หลายคนจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว

แต่สะท้อนถึงเครือข่ายอำนาจซับซ้อนที่“เบน สมิธ” ผู้นี้เข้าไปพัวพัน จนสามารถจูงใจ-หลอกลวงให้ไปร่วมลงทุนในธุรกิจหลายแห่ง จนเกิดความเสียหายนับพันล้านบาทอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในตอนนี้