จำนวน สส. 74 เสียงของ “พรรคเพื่อไทย” ทำให้แรงต่อรองทางการเมืองของ “ค่ายสีแดง” ลดน้อยลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ดีลจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ “พรรคภูมิใจไทย” 192 เสียง ได้โควตารัฐมนตรี 8 เก้าอี้ ส่งผลให้ “แกนนำ-แกนนำตาม” ภายในพรรค ต้องเปิดศึกแย่งชิงกันเอง
บางกระแสข่าว “เพื่อไทย” มีโควตา 5 รมว. + 3 รมช. บางกระแสข่าว มีโควตา 4 รมว. + 4 รมช. ดังนั้นการต่อรองภายใน “ค่ายสีแดง” เพื่อจัดสรรแบ่งส่วนให้กับ “กลุ่ม - ก๊วน” ผู้มีอำนาจตัวจริง จึงต้องบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด
ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าว “ค่ายน้ำเงิน” ยื่นโนติสไม่เอารัฐมนตรีหน้าเก่า ตีกลับชื่อของ “2 ส.” ทั้ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค เนื่องจาก “2 ส.” วนเวียนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาอย่างยาวนาน หลายยุคหลายสมัย อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ “ครม.อนุทิน 2”
อย่างไรก็ตาม “อนุทิน - ภูมิใจไทย” ออกมาแบ่งรับแบ่งสู้ ปฏิเสธกระแส เรื่องการตีกลับชื่อ “สุริยะ-สมศักดิ์” เพราะหน้าฉาก ต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในฐานะ “พรรคร่วมรัฐบาล” ที่สำคัญการส่งชื่อผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ถือเป็นเอกสิทธิของพรรคร่วมรัฐบาล
ขณะเดียวกัน กระแสข่าวโนติสชื่อ “สุริยะ - สมศักดิ์” ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยัง “เพื่อไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยบางส่วนมองว่า เป็นข่าวปล่อยตามน้ำของ “กลุ่มใกล้ชิดเครือข่ายเจ้าของพรรค” เพราะหาก “2 ส.” ไม่ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี บรรดา “แกนนำรุ่นใหม่” อาจมีโอกาสส้มหล่นอีกรอบ
แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นใน“บ้านสีแดง” ค่อนข้างหนัก เนื่องจาก“สุริยะ” ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง ลงทุนไปกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 จำนวนมาก ขณะที่“สมศักดิ์” ลงแรงตรึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ “ภาคเหนือตอนล่าง” เอาไว้ได้
หาก “2 ส.” ไม่ได้โควตารัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยอาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงทันที “บิ๊กค่ายแดง” จำเป็นต้องตัดสินใจ เลือกแนวทางของพรรคเพื่อไทย ในการสู้ศึกระยะยาว
แน่นอนว่า“ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ถูกวางตัวเป็น “แม่ทัพค่ายแดง” คนสำคัญ แม้ก่อนหน้านี้ ดร.เชน มีท่าทียังไม่อยากเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน เพราะต้องการใช้สถานะ “ฝ่ายค้าน” กู้ความนิยมพรรคเพื่อไทย
ทว่า “ตระกูลชินวัตร” มีทางเลือกน้อยมาก หากไม่เข้าร่วมรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน ภัยอันตรายอาจจะเกิดขึ้นกับ “นายใหญ่ - นายน้อย”
แม้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะพ้นจากการรับโทษคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 11 พ.ค. นี้แต่คดีอาญา มาตรา112 ซึ่งอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ยังจ่อคิวอยู่
นอกจากนี้ 2 อดีตนายกฯเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร ยังมีคดีรออยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. ดังนั้นการเดินเกมของ “ค่ายแดง” จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องหลีกเลี่ยงการแตกหักกับ “เครือข่ายน้ำเงิน”ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง เสียเปรียบทุกประตูในเวลานี้
ดังนั้นภารกิจฟื้นแต้มสีแดง จึงมีข้อจำกัด ให้เพื่อไทยเข้าสู่เส้นทาง “พรรคร่วมรัฐบาล” เดินเกมตามกระแส และชื่อของ “ยศชนัน”ต้องถูกวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยมีภารกิจโชว์ผลงานให้เข้าตาประชาชนมากที่สุด
อีกทางหนึ่ง ยังต้องประคับประคองไม่ให้ “สส.”ไหลออกจากพรรคเหมือนที่ผ่านมา
หาก “2 ส.”ที่ลงทุน ลงแรง ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหลัก หากไม่ได้รับการตอบแทน มีแนวโน้มจะปฏิบัติการย้ายออก พร้อมขน สส.ตามไปด้วย ทำให้ “ตระกูลชินวัตร” ยังไม่เลือกเกมแตกหักกับ 2 ส.และบรรดาบ้านใหญ่ที่ยังเหลืออยู่
เมื่อประเมินทิศทางการเมืองรอบด้านแล้ว “บิ๊กค่ายแดง” จึงคอนเฟิร์มกับ “2 ส.” เรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยประคับประคองให้ พรรคเพื่อไทยยังพอมี “ขุนพล - ขุนศึก” เอาไว้สู้ศึกเลือกตั้งรอบหน้า





