"รัฐบาล" ปูแผน เตรียมอพยพด่วน เรียกประชุม "สมช." 2 มี.ค. บูรณาการแผนพาคนไทยกลับบ้าน หลัง "สหรัฐฯ-อิสราเอล" ถล่มอิหร่าน
พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) สั่งการให้ กองทัพอากาศ เตรียม แผนอพยพคนไทยจากอิหร่าน หากได้รับสั่งการโดยเตรียม เครื่องบิน Airbus 319 Airbus 320 และ C-130 ขณะที่เส้นทางการบินสู่ประเทศอิหร่าน เตรียมไว้ 2 แผน คือ
1. จากดอนเมืองจะแวะเติมน้ำมัน ที่สนามบินอินทิรา อินเดีย ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 20 นาที (ใช้เวลาเติมน้ำมันที่สนามบินอินทิรา ประมาณ 2 ชม. )
2. จากสนามบินอินทิรา สู่ สนามบินอิหม่ามโคมัยนี ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 30 นาที และขากลับใช้เส้นทางบินเดิม ขณะที่เส้นทางบินที่ 2 เลี่ยงประเทศอิหร่าน ไปที่ประเทศอาหรับเอมิเรต (ดูไบ) และประเทศตุรกี
ทั้งนี้ ต้องรอการประสานงานกับ กระทรวงการต่างประเทศ และ สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน เพื่อติดต่อคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ และเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
ขณะที่มีรายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ภายหลัง สหรัฐ และ อิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีร่วมต่อ อิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายฝ่ายจับตาผลกระทบด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
รัฐบาลไทย โดย กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือและอพยพคนไทยในกรณีเกิดภาวะสงครามหรือเหตุฉุกเฉิน โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในพื้นที่จะทำหน้าที่แจ้งเตือนความปลอดภัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม และเปิดสายด่วน เพื่อสื่อสารข้อมูลอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ยกระดับรุนแรงขึ้น จะมีการหาพื้นที่ปลอดภัย จุดรวมพล ตามแผนฉุกเฉิน เพื่อดำเนินการอพยพออกจากพื้นที่จัดแย้งต่อไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เรียกประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 2 มี.ค.69 เวลา 10.00 น. เพื่อบูรณาการแผนรับมือ โดยจะสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เร่งดำเนินการตาม แผนอพยพฉุกเฉิน เพื่อนำคนไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัย
เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เครื่องบินพาณิชย์แบบเช่าเหาลำจากประเทศที่ปลอดภัยหรือใช้สายการบินไทยเป็นหลัก โดยกองทัพอากาศได้สแตนด์บายอากาศยานแบบที่เหมาะสมกับสถาณการณ์ เพื่อรองรับภารกิจ ทั้งนี้ กองทัพอากาศจะประสานด้านสนามบิน เส้นทางบิน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ จะประสานให้คนไทยในพื้นที่สู้รบลงทะเบียน แจ้งความประสงค์ และนัดหมายจุดพบในพื้นที่ปลอดภัยสูงสุด ก่อนจัดเที่ยวบินเข้ารับตัวกลับประเทศไทย และในบางกรณี อาจต้องเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไปยังประเทศที่สาม เพื่อความปลอดภัยในการขึ้นเครื่องและลดความเสี่ยงจากการสู้รบโดยตรง
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับขั้นตอนการช่วยเหลือและอพยพคนไทยจากพื้นที่สู้รบ ได้แก่
1.สำรวจจำนวนและรวบรวมรายชื่อตรวจสอบจำนวนคนไทยทั้งหมดในพื้นที่ ก่อนพิจารณาเช่าเหมาลำเครื่องบินไปยังประเทศที่มีสนามบินปลอดภัย เพื่อเป็นจุดพักรอรับ
2.จัดเที่ยวบินพาณิชย์เข้ารับตามจุดนัดหมายระหว่างรอการรวมพล จะใช้เครื่องบินพาณิชย์เข้ารับตัวในพื้นที่ที่กำหนด
3.เสริมกำลังโดยกองทัพอากาศ หากประเมินแล้วเส้นทางการบินมีความปลอดภัยเพียงพอ กองทัพอากาศจะจัดส่งเครื่องบินเข้ารับคนไทยที่เหลือ และลำเลียงกลับประเทศโดยเร็วที่สุด
"ทั้งนี้รัฐบาลย้ำว่า ความปลอดภัยของคนไทยคือภารกิจเร่งด่วนสูงสุด พร้อมยืนยันการทำงานเชิงรุก ประสานทุกหน่วยงาน เพื่อให้การอพยพเป็นไปอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และปลอดภัยที่สุด"





