เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีข้อกล่าวหาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากพิจารณาตามองค์ประกอบของกฎหมาย กกต. อาจเข้าข่ายกลั่นแกล้งให้ประชาชนต้องโทษคดีอาญา ควรแจ้งความดำเนินคดีกลับกับ กกต. ทันที
โดยนายวิโรจน์ ระบุว่า ตามข่าวที่ปรากฏ ทราบว่า กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่มาสังเกตการณ์การนับคะแนน ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย ตามมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ซึ่งความหมายของคำว่า "เปิดเผย" หมายถึง ประชาชนจะดูก็ได้ จะถ่ายภาพ ถ่ายคลิป เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานก็ได้ และในอดีตกลายกรณี ภาพ และคลิปที่ประชาชนได้ถ่ายเอาไว้ กกต. ก็เอาไปใช้ในการพิจารณา ดังนั้น ทั้งการเปิดเผยให้ประชาชนได้สังเกตการณ์ และเก็บหลักฐานการนับคะแนน จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งมีความเที่ยงธรรม ซึ่งสิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นสิทธิอันโดยชอบตามกฎหมาย ที่ผู้ใดจะขัดขวาง หรือละเมิดมิได้ กกต. ต้องเข้าใจในจุดนี้เสียก่อน (คิดไม่ถึงว่าผมจะต้องมาสอน กกต. ในเรื่องนี้)
ดังนั้น หากการสังเกตการณ์ หรือการทำบันทึกหลักฐานของประชาชน อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่มีการขัดขวางกระบวนการนับคะแนนของเจ้าหน้าที่ และข้อเท็จจริงในนะหว่างการนับคะแนนเจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นไม่ทีอุปสรรคอันใด ก็ถือว่าการสังเกตการณ์นั้น เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อกล่าวตามมาตรา 66 ของ พ.ร.ป.คณะกรรมการเลือกตั้ง ที่ระบุว่าประชาชนทั้ง 6 คนขัดขวางการเลือกตั้ง ยิ่งมาตรา 66 วรรคสอง ที่ระบุว่ามีการขู่เข็ญว่าจะประทุษร้าย นี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย ดังนั้น จึงอาจพิจารณาได้ว่าการแจ้งความของ กกต. อาจเข้าข่ายเป็นการใส่ความประชาชนให้ต้องโทษคดีอาญาได้
นายวิโรจน์ ระบุอีกว่า สำหรับข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 ของ ป.อาญา ว่ายุยงปลุกปั่นให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันนี้ยิ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเลย เพราะประชาชนที่เข้าไปสังเกตการณ์ ล้วนมีเจตนาให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกฎหมาย เสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ จะเป็นการยุยงปลุกปั่นได้อย่างไร
มาตรา 209 ของ ป.อาญา ที่กล่าวหาว่าประชาชนที่มาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง เป็นอั้งยี่ ตระเตรียมการทำผิดกฎหมาย อันนี้ก็เกินเบอร์ไปมากเลย เพราะประชาชนที่มาสังเกตการณ์การนับคะแนน มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่จะปกป้องเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนตามมาตรา 85 ของ รัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การจัดการการเลือกตั้งต้องกระทำโดยตรงและลับ และเป็นการสังเกตการณ์ตามมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ถ้า กกต. ยืนยันว่าระบบการเลือกตั้ง ตลอดทุกกระบวนการล้วนเป็นระบบที่ลับตามรัฐธรรมนูญ กกต. จะหวาดหวั่นอะไร
มาตรา 322 ที่กล่าวหาว่าประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การนับคะแนน ได้เปิดผนึกเอกสารใดๆ เพื่อนำข้อความในเอกสารออกเปิดเผย ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ก็ต้องยืนยันว่า การสังเกตการณ์ของประชาชน นั้นมีวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์ว่าเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนนั้น กกต. ได้ดำเนินการโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้มีเจตนาในการเปิดเผยข้อมูลแต่อย่างใด จริงๆ แล้ว การสังเกตการณ์ของประชาชนกลุ่มนี้ นั้นมุ่งที่จะปกป้องเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนด้วยซ้ำ ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับประชาชนเลย
นายวิโรจน์ ระบุด้วยว่า สำหรับมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่กล่าวหาว่าประชาชนดังกล่าวนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ทุจริต หลอกลวง ลามก หรือเป็นภัยความมั่นคง เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันนี้ยิ่งไม่เข้าเลย เพราะการสังเกตการณ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า เสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งมีความเที่ยงธรรม และการเผยแพร่เอกสาร และข้อมูลใดๆ ที่มาจากการนับคะแนน ซึ่ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. กำหนดให้ทำอย่างเปิดเผย ในเมื่อเอาเอกสาร หรือข้อมูลที่เปิดเผย มาเผยแพร่ต่อ แล้วจะเป็นการผิดกฎหมายได้อย่างไร
จริงๆ แล้วการแจ้งความประชาชนของ กกต. อาจมองได้ว่า กกต. กำลังละเมิดสิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนนของประชาชน ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญในการทำให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม เท่ากับว่า กกต. กำลังบั่นทอนความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งด้วยน้ำมือของ กกต. เอง
"ผมคิดว่าประชาชนที่ถูก กกต. แจ้งความ ควรจะแจ้งความดำเนินคดีกับ กกต. กลับทันที ตาม ป.อาญา มาตรา 172 ฐานให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเสียหาย (จำคุก 2 ปี ปรับ 4,000 บาท) มาตรา 173 ด้วยความที่เป็น กกต. ย่อมรู้อยู่แล้วว่าการสังเกตการณ์การนับคะแนน ที่ต้องทำอย่างเปิดเผย นั้นไม่ใช่การกระทำผิด แต่ กกต. กลับมาแจ้งว่าเป็นความผิด (จำคุก 3 ปี ปรับ 6,000 บาท) และมาตรา 175 แจ้งความเพื่อจะแกล้งให้ประชาชนต้องรับโทษทางอาญา (จำคุก 5 ปี ปรับ 10,000 บาท)" นายวิโรจน์ ระบุ
นายวิโรจน์ ระบุทิ้งท้ายว่า รวมทั้งพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีกับ กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้ง มาตรา 157 ของ ป.อาญา มาตรา 172 ของ พ.ร.ป.ป.ป.ช. และมาตรา 69 ของ พ.ร.ป.กกต. ให้ครบถ้วน เพื่อให้คดี เดินไปควบคู่กัน และหากศาลท่านพิจารณาแล้วว่า ประชาชนที่เข้าไปสังเกตการณ์การนับคะแนนไม่มีความผิด กกต. ก็สมควรที่จะได้รับโทษอย่างสาสม ตามที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้กับประชาชน





