วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ชนัก ‘ชินวัตร’ ล็อกข้อต่อรอง ‘ทักษิณ’ ลงหลังเสือ ไม่ง่าย

ชนัก ‘ชินวัตร’ ล็อกข้อต่อรอง ‘ทักษิณ’ ลงหลังเสือ ไม่ง่าย

พลันที่ “กรมราชทัณฑ์” ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้นำทางจิตวิญญาณ “ค่ายสีแดง” จ่อคิวได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พ.ค.นี้ โดยเงื่อนไขทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบ และกฎหมายของกรมราชทัณฑ์ทุกประการ เนื่องจากได้รับโทษแล้ว 2 ใน 3 และอายุเกิน 70 ปี

บรรดากูรูการเมือง ต่างวิเคราะห์กันไปต่าง ๆ นานาว่า หรือถึงครา “อัศวินคลื่นลูกที่ 3” จะถึงเวลา “ลงจากหลังเสือ” วางมือทางการเมือง เพราะไม่ใช่แค่ “ค่ายสีแดง” พ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นหนที่ 2 ในรอบ 25 ปี แต่ยังได้เสียง “ต่ำร้อย” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรรค

สาเหตุประการสำคัญ มิใช่แค่ความพ่ายแพ้แค่ในเชิง “ธนกิจการเมือง” เพียงอย่างเดียว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อของ “ทักษิณ” แทบจะหมดมนต์ขลังใน “การเมืองกระแส” ไปแล้ว 

โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ “เมืองหลวงชินวัตร” อย่าง “เชียงใหม่” พ่ายแพ้หมดรูป โดนพรรคส้มเจาะไป 6 เก้าอี้ และ “กล้าธรรม” จากค่าย “ผู้กอง” ได้ไปอีก 4 ที่นั่ง กลายเป็นการ “สอบตก” ครั้งแรกในรอบ 25 ปีเช่นเดียวกัน

ล่าสุด “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน “ทักษิณ” เปิดเผยหลังจากเข้าเยี่ยมบิดา วานนี้ (26 ก.พ.) ถึง “อนาคตทางการเมือง” หากได้รับการปล่อยตัวพักโทษ ว่า “เข้าไปอยู่ในเรือนจำมานานถึง 6 เดือนแล้ว ก็น่าจะวางมืออย่างแน่นอน ไม่มี ไม่วางหรอกค่ะ”

คำตอบของ “แพทองธาร” ดังกล่าว อาจเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ถึงใครบางคน ในเรื่องข้อต่อรองบางประการ รวมถึงการดีลร่วมรัฐบาลระหว่าง “ค่ายแดง” กับ “ขั้วน้ำเงิน” ที่กำลังเสนอชื่อคนเข้าชิงเก้าอี้รัฐมนตรีอยู่ในเวลานี้หรือไม่

นอกจากนี้ แม้ว่า“ทักษิณ”จะได้รับการ“พักโทษ”ก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีคดีที่“ล็อกขา”ไม่ให้เขาเคลื่อนไหวได้โดยง่าย อย่างกรณีกล่าวหาว่า “หมิ่นเบื้องสูง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการให้สัมภาษณ์สื่อที่เกาหลีใต้ โดยคดีนี้อัยการสูงสุด (อสส.) ทำการยื่น “อุทธรณ์” และศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง “รับคำร้อง” ดังกล่าว พร้อมสั่งให้ชี้แจงแก้อุทธรณ์ภายใน 15 วันไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน “ทักษิณ” ยังเสี่ยงตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน “คดีชั้น 14” ที่ปัจจุบันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังไต่สวน โดยผู้ถูกกล่าวหาปัจจุบันมี “บิ๊กข้าราชการ” อย่างน้อย 14 คน แต่ ป.ป.ช.กำลัง “ขยายผล” ไปสู่ “คนเบื้องหลัง” โดยนำสำนวนคำสั่งของศาลฎีกาที่บังคับโทษจำคุก “ทักษิณ” มาแกะรอยประกอบในสำนวนด้วย

ไม่ใช่แค่ “ทักษิณ” เพียงอย่างเดียว แต่ “คนในครอบครัว” อย่าง “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” กำลังเผชิญคดีในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช.เช่นกัน นั่นคือ กรณีกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรง จากกรณี “คลิปเสียง” สนทนากับ “ฮุน เซน” เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงทางชายแดน สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้เธอต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อ ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ “แพทองธาร” ยังเผชิญข้อกล่าวหา ที่ถูกยื่นคำร้องทั้งใน ป.ป.ช. และในหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น 

1.กรณี “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” หรือ “ตั๋ว PN” ในการซื้อขายหุ้นกว่า 4.4 พันล้านบาท แก่บุคคลในครอบครัวของ “แพทองธาร” ถูก “ฝ่ายค้าน” นำโดย “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) กังขา นำไปสู่การซักฟอกในสภาฯ อย่างเผ็ดร้อนว่า เข้าข่ายทำ“นิติกรรมอำพราง” หลบเลี่ยงการจ่ายภาษีการรับให้กว่า 218.7 ล้านบาทหรือไม่ ปัจจุบันนอกจากการไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. ยังอยู่ระหว่างกรมสรรพากรดำเนินการอยู่ด้วย และ 

2.กรณีโรงแรมหรู เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ โดยที่ดินของโรงแรมนี้ ปลูกสร้างในโฉนดที่ดิน ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองฯ สามารถออกโฉนดได้โดยชอบหรือไม่ ส่อเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ ปัจจุบันเรื่องนี้อยู่ระหว่างกรมที่ดินดำเนินการสอบสวน คู่ขนานไปกับ ป.ป.ช.เช่นกัน

แถมในองคาพยพ "ค่ายแดง" ยังมีชื่อของ “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกฯ ต้องเผชิญกับปมร้อน กรณี ป.ป.ช.มีมติรับไต่สวนตัวเขา กับพวกที่เป็น ครม. กรณีสั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 5 แห่ง ปรับลดงบประมาณของตนเองรวม 35,000 ล้านบาท โดยงบประมาณที่ถูกปรับลดดังกล่าว ถูกนำไปเพิ่มเป็นงบกลางเพื่อใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ตามนโยบายของรัฐบาล การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากมีเจตนานำงบประมาณไปใช้เพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองหรือไม่

กรณีล่าสุด “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรค ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการสอบสวนกรณีธุรกิจสแกนม่านตา แลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้ MOU ระหว่างกระทรวงดีอี กับ บริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่ง “ประเสริฐ” ยืนยันไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง แถมยังโบ้ยไปยัง “ธรรมนัส พรหมเผ่า-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” อีกด้วย

นี่ยังรวมไปถึงกรณี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำพรรคที่กำลังคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2/1 เจอเปิดโปงการ “ซื้อเครื่องบิน” ต่อจากเครือข่าย “เบน สมิธ” หรือเบนจามิน บาวเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจแอฟริกาใต้-กัมพูชา ที่ถูกครหาว่าเป็นเครือข่ายทุนเทา ถูก ปปง.อายัดทรัพย์สินเครือข่ายไปกว่าหมื่นล้านบาท กำลังถูกดำเนินการตรวจสอบด้วยเช่นกัน

ทั้งหมดคือคดีความที่เป็นชนักล็อก “ตระกูลชินวัตร-เครือข่ายเพื่อไทย” มิให้เคลื่อนไหวทางการเมือง หรือต่อรองได้โดยสะดวกโยธินมากนัก ทำให้ “ค่ายสีแดง” ไม่มีทางเลือก นอกจากเข้าร่วมรัฐบาล และเป็นไปได้ยากที่จะเดินเกมในสูตร “รัฐบาลไฟจราจร” เพื่อหวังคว่ำกระดาน

ส่งผลให้การวางมือ “ลงจากหลังเสือ”ของ“ทักษิณ”ดูท่าจะไม่ง่ายนัก หากต้องเผชิญสารพัดคดีข้างต้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาในวันที่ 11 พ.ค.เมื่อได้รับการปล่อยตัวพักโทษ คดีความต่างๆ ของผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย จะเดินไปในทิศทางไหน