วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

วงเสวนา พ.ร.บ.อุ้มหาย หนุนปรับเนื้อหา กันถูกใช้ป้อง 'จนท.รัฐ'

วงเสวนา พ.ร.บ.อุ้มหาย หนุนปรับเนื้อหา กันถูกใช้ป้อง 'จนท.รัฐ'

แอมเนสตี้ฯ จัดเสวนา ถอดบทเรียน พ.ร.บ.อุ้มหาย พบการบังคับใช้ยังคุ้มครองได้ ผู้ถูกกระทำได้ไม่ดี แนะให้ยกเครื่องป้องกันใช้เพื่อปกป้อง จนท.รัฐ หนุนให้อัยการร่วมตรวจสอบ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ The Reporters  จัดเสวนาออนไลน์ เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 3 ปีของการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565  เพื่อร่วมกันทบทวน ถอดบทเรียน ​​​​​​

โดย น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวคือจุดเปลี่ยนที่พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำให้ดูดีและน่าเชื่อถือมากขึ้น ทั้งการบังคับใช้กล้องติดตัวตำรวจระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ต้องหาได้รับความคุ้มครอง แต่มีประเด็นที่น่ากังวล คือ คนทำต้องโทษติดคุก แต่คนที่บาดเจ็บเสียชีวิตเอาอะไรกลับมาไม่ได้ การเยียวยาด้วยเงิน 500,000 บาท สำหรับชีวิตคนหนึ่งคนที่ต้องหายตัวไปหรือเสียชีวิต ไม่คุ้ม อย่างไรก็ดีการเยียวยาควรดูแลด้านจิตใจที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ โดยไม่ผลักภาระให้ครอบครัวที่มีคนถูกบังคับให้สูญหายหรือถูกทรมาน ต้องนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาใช้เป็นหลักฐานในการเบิกค่าเยียวยา เพราะในคดีลักษณะนี้บาดแผลไม่ได้หยุดอยู่เพียงร่างกาย หากแต่บาดแผลยังฝังลึกลงไปถึงจิตใจอย่างซึ่งยากจะประเมินมูลค่าได้

“อยากเห็นการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม เพราะบาดแผลที่มองไม่เห็นนั้นบาดลึกมากกว่าที่คิด หลังติดตามการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่อยากเสนอถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ การทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเขียนระเบียบขึ้นมา แต่ต้องเป็นระบบที่ใช้งานได้และโอบอุ้มผู้คนได้จริง” น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าว

 

ด้าน น.ส.พรพิมล มุกขุนทด จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่าในปี 2568 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับคดีบังคับให้สูญหายสูงถึง 34 กรณี จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นในพื้นที่อย่าง ค่ายทหารและโรงเรียน และในหลายกรณีกลายเป็นพื้นที่ที่ความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำถูกทำให้เลือนหายไปพร้อมกับความยุติธรรม เช่น คดีของ พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตระหว่างการฝึกในค่ายทหาร เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้เริ่มจากการพบบุหรี่ในค่ายทหาร พลทหารกิตติธรถูกสั่งลงโทษพร้อมกับเพื่อนทหารอีกกว่า 160 คน ซึ่งการลงโทษดังกล่าวไม่เพียงเป็นการควบคุมวินัย หากแต่เป็นการกระทำอย่างทารุณซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันภายในพื้นที่ปิดในค่ายทหารที่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ

“ผลจากการถูกลงโทษอย่างรุนแรงในตอนนั้น ทำให้เขาติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา คดีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เมื่อศาลพลเรือนมีคำพิพากษาจำคุกครูฝึกที่กระทำการดังกล่าว ซึ่งนี่ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ทำให้ผู้กระทำผิดในค่ายทหารถูกนำตัวมาขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลพลเรือน ทั้งนี้ชัยชนะทางคดีนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของชัยชนะระหว่างการต่อสู้เท่านั้น เพราะเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ครอบครัวต้องแบกรับและบาดแผลทางใจที่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาให้สมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนกันได้” น.ส.พรพิมล กล่าว

ส่วนนายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทยจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่งที่อันตราย เมื่อดินแดนที่เคยถูกมองว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลาง ของการปราบปรามข้ามชาติ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่รัฐบาลต่างชาติใช้อำนาจมืดติดตาม ทั้งนี้ไม่ควรยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ส่งต่อความตาย เช่น กรณีชาวอุยกูร์อย่างน้อย 40 คนที่ยังคงถูกกักตัวโดยไม่มีกำหนด รวมถึงกรณีของ อี ควิน เบดั๊บ นักกิจกรรมชาวเวียดนาม และ ธล สัมนังะ สมาชิกพรรคแสงเทียน พรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่ถูกรวบตัวกลางกรุงเทพฯ ก่อนถูกส่งกลับไปเผชิญความเสี่ยงต่อการทรมานในประเทศต้นทาง ล้วนเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นปัญหาเดียวกัน

"รัฐไทยต้องหยุดใช้คำมั่นสัญญาทางการทูต มาเป็นข้ออ้างส่งคนไปหาความตาย เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะไม่ถูกทรมาน อย่างไรก็ดีผมมองว่ามีระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมไทย นั่นคือปัญหาเรื่อง คดีที่มีอายุความ ซึ่งอาจทำให้ความยุติธรรมไม่เคยมาถึงผู้เสียหาย เช่น คดีสลายการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2549 มาเป็นอุทาหรณ์สำคัญ เพราะเมื่ออาชญากรรมที่กระทำโดยรัฐถูกยื้อเวลาไปเรื่อย ๆ จนคดีหมดอายุความ ความรับผิดก็เลือนหายไปพร้อมกับความหวังของผู้ได้รับผลกระทบ ดังนั้นควรมีการปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจัง ด้วยการยกเลิกอายุความสำหรับความผิดฐานทรมานและการบังคับบุคคลสูญหาย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล”นายชนาธิป กล่าว

ทางด้าน ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กล่าวว่า แม้รัฐจะทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลวันละประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการระบบกล้องติดตัวตำรวจ และการจัดเก็บข้อมูลในคดีที่เกี่ยวข้อง แต่เม็ดเงินเหล่านี้อาจไร้ความหมายหากกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลยังขาดความเข้าใจพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ในคดีของ อานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่ถูกใส่โซ่ตรวนระหว่างเดินทางมาขึ้นศาล ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน แต่กลับไม่ได้รับการรับฟังอย่างจริงจังในชั้นศาล

“ผมเคยเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีทนายอานนท์ นำภา เรื่องการใส่โซ่ตรวนที่ขัดต่อกฎหมายสากลชัดเจนตอนถูกควบคุมตัวมา แต่ตอนนั้นศาลกลับบอกว่าไม่ต้องอธิบายอะไร เพราะศาลรู้กฎหมายดี และสุดท้ายศาลก็ตัดสินว่าไม่ขัดต่อกฎหมายนี่คือความล้มเหลวของโรงเรียนกฎหมายที่ผลิตนักกฎหมายมา 15 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างคนที่เข้าใจหลักพื้นฐานของนิติรัฐและสิทธิมนุษยชนได้” ผศ.ดร.รณกรณ์ กล่าว

ทางด้าน ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการพิเศษ กล่าวว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ตั้งใจสร้างมาเพื่อคุ้มครองคน ถูกนำไปใช้ไม่ดีเท่าไร หรือที่แย่กว่านั้นคือการถูกใช้อย่างบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อฟอกขาวหรือลบความผิดร้ายแรงให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้มีปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่ากลัว คือการพยายามลดเกรดของอาชญากรรมร้ายแรงให้น้อยลง จากความผิดฐานทรมานที่ต้องขึ้นศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ มีบทลงโทษรุนแรงและเยียวยาเหยื่ออย่างเป็นธรรม ไม่ควรลดคดีให้เหลือเพียงความผิดฐาน ทำร้ายร่างกาย หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 แบบคดีทั่วไป เพียงเพื่อให้เรื่องจบง่ายในชั้นตำรวจหรือศาลอาญาปกติ เพราะในทางปฏิบัติหลายคดีลงเอยด้วยการรอลงอาญาหรือการยอมความ

“อย่าหวังว่าเจ้าหน้าที่จะมีจิตสำนึกขึ้นมาทันทีเพียงเพราะมีกฎหมายใหม่วางอยู่บนโต๊ะ เพราะเขาเคยชินกับวิถีชีวิตปกติที่ทำกันมานาน บางคนมองว่าการปิดคดีให้ได้คือความสำเร็จสูงสุดโดยไม่สนวิธีการ ขณะที่บางคนใช้ช่องว่างนี้ในการทุจริตเรียกรับทรัพย์ กลายเป็นว่ากฎหมายที่สร้างมาเพื่อป้องกันอาชญากรรม กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการซ่อนขยะหรือความผิดไว้ใต้พรม” ดร.น้ำแท้ กล่าว

ดร.น้ำแท้ กล่าวด้วยว่า ตราบใดที่กระบวนการทำงานยังเปิดช่องให้ข้อมูลสำคัญในห้องสอบสวนถูกควบคุมอยู่ในวงจำกัด และตราบใดที่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมยังเลือกจัดการคดีให้คลี่คลายลงอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความเรียบร้อยภายในองค์กรกฎหมายฉบับนี้อาจช่วยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือยับยั้งการกระทำที่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ ดังนั้นควรปรับระเบียบกฎหมายในประเด็นสำคัญ คือการส่งสำนวนคดีและการสอบสวนไปให้อัยการในพื้นที่ที่มีการจับกุมตั้งแต่แรก เพื่อให้อัยการสามารถเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงหน้างานได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่พยานหลักฐานจะสูญหายหรือถูกทำลาย