สถานการณ์บ้านเมืองในบริบท“การเมือง” ณ เวลานี้ ผู้คนให้ความสนใจอยู่ 3 เรื่อง และเป็น 3 เรื่องที่ไม่ต่างอะไรกับ “เนินสะดุด” ทางการเมือง
เนินสะดุดบนถนน มีหน้าที่เพียงทำให้รถที่วิ่งมาเร็วๆ ต้องชะลอความเร็วลง แต่สำหรับรถยนต์ที่ชื่อว่าประเทศไทย เหมือนรถโหลดเตี้ย เพราะแบกสารพัดปัญหา โดยเฉพาะหนี้สาธารณะเอาไว้จนหลังแอ่น
ฉะนั้นหากเจอ “เนินสะดุด” แม้จะไม่ได้เป็นเนินสูงผิดปกติมากมาย แต่ก็อาจจะทำให้รถไปต่อไม่ได้ ติดค้างอยู่บนยอดเนิน เผลอๆ ช่วงล่างพังได้เลย
เนินสะดุด 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่หลายคนนำไปพนันขันต่อกันแล้วในขณะนี้ ก็คือ
1.เลือกตั้งโมฆะหรือไม่
2.พรรคกล้าธรรม จะได้ร่วมรัฐบาล หรือถูกเตะออก
3.พรรคส้มจะถูกยุบอีกรอบหรือไม่
ทั้ง 3 เรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องแรก นำมาสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะหากรวมข้อ 2 กับ 3 เข้าไปด้วย จะเชื่อมโยงถึงเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยเฉพาะในสิ่งที่เรียกว่า “คดีการเมือง”
แต่ “เนินสะดุด” ไม่ได้มีแค่นี้ ยังมีเรื่องใหญ่กว่าปัญหาการเมืองรออยู่อีก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และความมั่นคง
ในมิติเศรษฐกิจ เรื่องภาษีทรัมป์ยังไม่ใช่ข่าวดี แม้ศาลฎีกาจะคว่ำมาตรการ “ภาษีตอบโต้” ลงอย่างราบคาบ แต่ทรัมป์ก็ยังมีตัวเล่นอื่นๆ อีก แถมยังคงเอกลักษณ์เรื่อง “ความไม่แน่นอน” เหมือนเดิม
อย่างเช่น อัตราภาษีการค้าที่ประกาศใหม่ 10% แค่วันเดียว พอวันรุ่งขึ้นก็ขยับขึ้นเป็น 15% เต็มเพดานที่เก็บได้ แทนที่จะเป็น“ข่าวดี”รับรัฐบาลใหม่ กลับกลายเป็น“งานยาก”มากขึ้นไปอีก เพราะลำพัง 10% ที่ประกาศตอนแรก ก็มีสินค้าหลายเซคเตอร์ของไทยที่ได้รับผลกระทบหนักอยู่แล้ว
ยังไม่นับปัญหาที่จะตามมาจากพฤติกรรมฟาดงวงฟาดงาหลังจากนี้ โดยเฉพาะการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งจะกระทบภูมิรัฐศาสตร์ และกดดันราคาน้ำมัน รวมไปถึงประเด็นในอเมริกากลาง อย่างเวเนซุเอลา คิวบา และความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ แม้ระยะหลังจะเงียบๆ ไปก็ตาม
ส่วนงานด้านความมั่นคง ดูเหมือนนายกฯอนุทิน และรัฐบาลภูมิใจไทยจะให้น้ำหนักไปที่ปัญหาชายแดนด้านกัมพูชาเท่านั้น ซึ่งก็มีโจทย์ยากรออยู่ เพราะชัดเจนแล้วว่า กัมพูชาไม่ได้ยอมแพ้ แถมรุกหนักในยุทธศาสตร์ “โลกล้อมไทย” พึ่งพามหาอำนาจใหญ่ให้ช่วยคุ้มกะลาหัว และพร้อมพลิกเกมกลับทุกเมื่อ
ปัญหานี้โยงมาถึงการวางตัวรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งข่าวว่านายกฯอนุทิน จะนั่งควบเอง แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมี “มือทำงาน”ทั้งระดับรัฐมนตรีช่วย ผู้ช่วยรัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรี มาสนับสนุนงานในกระทรวง
ตอนนี้มีอดีตนายทหารใหญ่ถูกพูดถึงอยู่ 3 ชื่อ ได้แก่
1. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ตท.26 รมช.กลาโหม ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของนายกฯอนุทิน และอดีต ผบ.ร.23 พัน 4 สายบุรีรัมย์ 100%
2. พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข ตท.25 อดีตรอง ผบ.ทสส. เพื่อนร่วมรุ่นอัสสัมชัญ บางรัก และ วปอ.61 ของนายกฯอนุทิน เคยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯ ในช่วงที่ผ่านมาด้วย สะท้อนถึงความแน่นปึ้ก และสายใยที่โยงถึงกัน
ที่สำคัญ พล.ร.อ.สุวิน ยังเป็นน้องชายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข หรือ “บิ๊กปั๊ด” อดีต ผบ.ตร.“สายแข็ง” อีกด้วย
3. พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสมช. ตท.22 ซึ่งเชี่ยวชาญงานยุทธศาสตร์ ทั้งการรบในสนาม เพราะเคยเป็นวีรบุรุษสมรภูมิร่มเกล้า และรับมือกับภัยคุกคามภาพรวมได้ เนื่องจากเคยผ่านงาน สมช.
การเลือกวางคนให้“ถูกฝาถูกตัว” ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัญหาความมั่นคงชายแดนไม่ได้มีแค่ด้านเดียว คือ ด้านตะวันออก ฝั่งกัมพูชาเท่านั้น
แต่ยังมี “ชายแดนภาคใต้” ซึ่งเกิดปัญหาความไม่สงบต่อเนื่องยาวนานถึง 22 ปี และนายกฯอนุทินเพิ่งแสดงท่าทีขึงขังในวงประชุมความมั่นคงเมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะยังคาใจ “ระเบิดปั๊ม ปตท. 11 แห่งรวด” เมื่อค่ำคืนหลังวันเด็กแห่งชาติ และเช้ามืดวันเลือกตั้ง อบต.ทั่วประเทศ 11 ม.ค.69
โดยนายกฯอนุทิน สวมบท“หนูไฟ” ย้ำเป็นครั้งที่สองว่า ยอมรับไม่ได้กับคำชี้แจงประเภท“ก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์” รับเทศกาลต่างๆ ซึ่งมีตลอดทั้งปี
หลังจากให้สัมภาษณ์แบบแรงๆ ได้ไม่กี่วัน ในพื้นที่ก็มี “ระเบิดเชิงสัญลักษณ์” รับเดือนรอมฎอนตามมาทันที
ไม่เพียงปัญหาในมิติความรุนแรงที่ยังค้างคา มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่กระบวนการสันติภาพ การพูดคุยเพื่อสันติสุขก็ค้างเติ่งข้ามปี และมี “ผู้รู้” อย่าง อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ออกมามองต่างมุมว่า คณะพูดคุยสันติสุขฯ ที่แต่งตั้งเอาไว้เมื่อครั้งรัฐบาลอนุทิน 4 เดือน เป็นเหมือน “รายการตลกคั่นเวลา” ยังหาสาระที่จะพลิกสถานการณ์จากลบให้เป็นบวกไม่ได้เลย
หนำซ้ำยังมีประเด็นข้อตกลงเบื้องต้นที่เรียกว่า JCPP หรือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” ซึ่ง “กูรู” หลายฝ่าย รวมถึง อาจารย์สุรชาติ มองว่า เป็นข้อตกลงเบื้องต้นที่ฝ่ายไทยเสียเปรียบทุกประตู แต่ สมช. และ “คณะพูดคุยฯ” ยังดึงดันเดินหน้า เหมือนเดินไปตกหลุม BRN
ส่วนนโยบาย “สร้างรั้วชายแดน” ที่แม่ทัพภาค 4 คนปัจจุบัน ซึ่งโยกมาจากรองแม่ทัพภาค 2 (อีสาน : ชายแดนไทย-กัมพูชา) เสนอของบจากรัฐบาลนั้น ไม่รู้ท่านแม่ทัพต้องการโหนกระแส “ศึกเขมร” ที่เตรียมสร้างรั้วชายแดนตลอดแนวหรือไม่ จึงนำมาเสนอที่ชายแดนใต้ด้วย ทั้งๆ ที่ปัญหาเป็นคนละบริบท คนละสาเหตุ คนละโครงสร้างกันอย่างสิ้นเชิง
ดร.ซาชา เฮลบาร์ธ นักวิจัยชาวเยอรมัน ที่เข้ามาศึกษาปัญหาชายแดนใต้ และโครงสร้างของขบวนการ BRN ที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐไทยที่อย่างลึกซึ้ง ฟันธงว่า ข้อเสนอของแม่ทัพภาค 4 สะท้อนถึงความไม่เข้าใจปัญหาชายแดนใต้ เพราะโครงสร้างของ BRN คือ “รัฐเงา” ที่ซ้อนทับโครงสร้างอำนาจรัฐของไทย ในดินแดนของไทยเอง (ซึ่งเขาต้องการแยกดินแดนเป็นรัฐเอกราช) ไม่ใช่ปฏิบัติการจากนอกประเทศ จนต้องสร้างรั้วป้องกันเหมือนชายแดนกัมพูชา
ข้ามขึ้นไปชายแดนภาคเหนือบ้าง เพราะหนักไม่แพ้กัน โดยมีพื้นที่ติดต่อกับลาว และเมียนมา
รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลใหม่(แต่อาจจะหน้าเดิม) ว่า ปัญหาซับซ้อนมากกว่าที่ผ่านมา จาก 3 ปัจจัยคือ
- ผลกระทบของการสู้รบในเมียนมา
- เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ (เมื่อไม่นานมานี้ ไทยเพิ่งตรวจยึดสารเคมีตั้งต้นผลิตยาเสพติดได้ 800 กว่าตัน ผลิตยาบ้าได้ถึง 1 พันล้านเม็ด)
- อาชญากรรมรูปแบบใหม่ เช่น สแกมเมอร์
ฉะนั้นการจัดการปัญหาชายแดนจึงใช้วิธีการและกรอบคิดแบบเดิมไม่ได้ผลอีกต่อไป ต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่ และจัดโครงสร้างหน่วยงานใหม่ให้บูรณาการ โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ใช่คิดเฉพาะการใช้กำลังทหาร หรือตำรวจเท่านั้น
ที่สำคัญต้องเข้าใจพลวัตของ “ความสัมพันธ์ข้ามพรมแดน” และปัญหาข้ามพรมแดนที่ซับซ้อน ไม่สามารถใช้กลไกเดียวจัดการได้ อย่างเช่น ปัญหาสารหนูรั่วไหลจากเหมืองแรร์เอิร์ธ ในพื้นที่เมียนมา ลงสู่แหล่งน้ำที่ไหลผ่านไทย
เหมืองแรร์เอิร์ธอยู่ในเมียนมาก็จริง แต่อยู่ในเขตอิทธิพลของชนกลุ่มน้อย และมีมหาอำนาจจีน เป็นนายทุนหนุนหลัง ปัญหาแบบนี้ไทยรับมือแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป
นี่คือโจทย์ยากทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง ที่นอกเหนือจากเรื่องการเมือง แต่ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเรายังเสียเวลาทุ่มเถียงเอาชนะกันว่าเลือกตั้งโมฆะหรือไม่โมฆะ
ทำให้รถยนต์ประเทศไทยเหมือนค้างเติ่งอยู่บนเนินสะดุดการเมือง!





