วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'โรม' ขึ้นศาลสู้คดีหมิ่นประมาท 'เบน สมิธ' ปมกล่าวหาพันสแกมเมอร์

'โรม' ขึ้นศาลสู้คดีหมิ่นประมาท 'เบน สมิธ' ปมกล่าวหาพันสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การคดีที่ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ "เบน สมิธ" ยื่นฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจำนวน 100 ล้านบาท กรณีที่นายรังสิมันต์ อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาอ้างว่า "เบน สมิธ" มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน

นายรังสิมันต์ เดินทางมาศาล โดยกล่าวว่า แนวทางการต่อสู้คดีในวันนี้เป็นการสอบคำให้การและนัดตรวจพยานหลักฐาน ในฝั่งของตนได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลสอบคำให้การในคดีนี้จำนวน 16 ปาก หนึ่งในนั้นคือ "เบน สมิธ" โจทก์ผู้ยื่นฟ้องในคดีนี้ โดยถือเป็นสิทธิ์ฝ่ายจำเลยที่จะสามารถอ้างโจทก์เป็นพยานได้ สำหรับสาเหตุที่ "เบน สมิธ" เป็นพยานฝ่ายตนด้วยนั้น ก็เพื่อที่ฝ่ายตนจะได้ซักถามข้อเท็จจริงกับนายเบน สมิธด้วย

ทั้งนี้ ในพยานบุคคลทั้ง 16 ปาก ยังไม่มีรายชื่อของนักการเมืองรายใหญ่หรือบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะนักการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่าสนิทสนมกับนายเบน สมิธ ยังไม่ได้มีการเพิ่มรายชื่อนักการเมืองส่วนตรงนี้ แต่ยอมรับว่าอยู่ในวิสัยที่เราจะพิจารณาภายหลังได้นี่เป็นไงป้องกันเมือง

“คดีนี้ผมไม่ได้มีอะไรที่หนักใจ เพราะยืนยันว่าการที่ถูกฟ้องในคดีนี้เกิดจากการที่ตนทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรและการสัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นแนวทางของการเมืองไทยที่ทำแบบนี้อยู่แล้ว โดยอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต เชื่อว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า การฟ้องในลักษณะนี้มีเจตนาอะไร ประชาชนก็คงจะมองออกและอาจตั้งคำถามว่า แล้วหลังจากนี้คนที่ถูกฟ้องจะกล้าออกมาพูดอะไรหรือไม่” นายรังสิมันต์ กล่าว

รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวอีกว่า ตนกังวลว่าจะทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีต่อการค้นหาความจริง โดยเฉพาะการขุดคุ้ยเรื่องคดีสแกมเมอร์ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมาก แม้ในวันนี้การพูดถึงคดีสแกมเมอร์จะน้อยลง แต่มูลค่าความเสียหายและการแจ้งความดำเนินคดียังคงมีมากมายมหาศาล เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงเรื่องนี้ได้

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า การถูกฟ้องคดีนี้ไม่ส่งผลอะไรกับการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรของตนในอนาคต เป็นเพียงเรื่องของบุคคลที่ต้องการใช้สิทธิ์ทางศาล ซึ่งก็ต้องขอให้ประชาชนพิเคราะห์ดูว่า เป็นการใช้สิทธิ์ทางศาลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตหรือไม่ ส่วนกรณีที่คดีนี้จะกระทบกับพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ และจากผลการเลือกตั้ง มีแนวโน้มว่าพรรคการเมืองนี้จะมาร่วมเป็นฝ่ายค้านด้วย

“การที่จะมาเป็นฝ่ายค้านมันเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะพรรคที่ไม่สามารถจะจัดตั้งหรือร่วมรัฐบาลได้ ก็จะมาอยู่ฝ่ายค้าน ถือเป็นเรื่องปกติของกลไกรัฐสภา ซึ่งพรรคฝ่ายค้านยังไงก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจเลย เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน มาทำงานฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน ยังไงเราก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปตามกรอบของกฎหมายและกลไกของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจสำหรับพรรคประชาชน” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่าได้สอบถามถึงประเด็นวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ปปง. ได้ส่งสำนวนคดียึดและอายัดทรัพย์ของเครือข่าย "เบน สมิธ" ในคดี น.ส.แตงไทย พร้อมพวก จำนวน 12,123 ล้านบาท ส่งให้สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินนั้น

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยนำเสนอมาตลอดว่า ฐานในการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ มีมากกว่าคดีของ น.ส.แตงไทย แต่ยังมีคดี Huione Pay ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจสอบสวนกลาง แต่ยังไม่พบการขยายผล ทั้งที่คดีนี้น่าจะมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าที่มีการเปิดโปงกันในเวลานี้ ซึ่งตนเชื่อว่าตำรวจสอบสวนกลางจะสามารถสอบสวนขยายผลได้มากกว่านี้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ตนเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐ ก็เคยเชิญตำรวจสอบสวนกลางมารับฟังข้อมูลคดีนี้ จึงถือว่าตอนนี้ตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลเชิงลึกในคดีนี้แล้ว

ดังนั้น หากมีการขยายผลในคดี Huione pay และนำมาสู่การสืบเส้นทางการเงินพร้อมทั้งยึดทรัพย์ จะได้เงินมากถึง 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่าคดี น.ส.แตงไทย ที่ตามยึดทรัพย์ได้เพียงแค่ 12,123 ล้านบาท โดยมองว่า เงิน 3.3 ล้านล้านบาท จะสามารถคืนให้กับผู้เสียหายชาวไทยในคดีสแกมเมอร์ได้เป็นจำนวนมาก

ทนาย 'เบน สมิธ' ซัด 'โรม' อภิปรายจับแพะชนแกะ

ต่อมาเวลา 10.12 น. นายวิฑูรย์ เก่งงาน หนึ่งในทีมทนายความของ "เบน สมิธ" เปิดเผยว่า ในคดีที่ "เบน สมิธ" ฟ้องหมิ่นประมาทนายรังสิมันต์ ว่า ตนไม่ได้รับผิดชอบในคดีนี้ เป็นทนายอีกชุดที่รับผิดชอบ ตนเองรับผิดชอบในส่วนของคดีที่ "เบน สมิธ" ถูก ปปง. ยึดอายัดทรัพย์ในเรื่องฟอกเงินเท่านั้น แต่ในส่วนคดีการฟ้องหมิ่นประมาท ทราบว่า ในส่วนฝั่งโจทก์มีพยานบุคคลจำนวนทั้งสิ้น 5 ปาก ประกอบไปด้วย ตัว "เบน สมิธ" เอง ผู้รับมอบอำนาจที่ไม่ใช่นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ และบุคคลอีก 3 ปากที่ขอสงวนชื่อ ส่วนนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ เป็นเพียงแค่ผู้รับมอบอำนาจมาฟ้องดำเนินคดีเท่านั้น

สำหรับบัญชีพยานฝั่งจำเลยหรือฝั่งนายรังสิมันต์ ทราบมาว่า ได้มีพยานเอกสารและพยานภาพคลิปเสียงการอภิปรายในจำนวนหนึ่ง ซึ่งในทางคดีฝั่งเราไม่ได้มีความกังวลอะไรในพยานส่วนนี้ แต่ที่กังวลคือ พยานบุคคลของนายรังสิมันต์ที่ทราบว่าเบิกถึง 16 ปากนั้น ในจำนวนนี้มี 4 ปากที่เป็นครอบครัวของ "เบน สมิธ" ได้แก่ ภรรยาเก่า ภรรยาปัจจุบัน ลูกสาว และลูกชายของนายเบน สมิธ

“ในส่วนนี้ทางเราไม่โอเคอย่างมากว่า จะระบุ 4 คนนี้มาทำไม เพราะคดีดังกล่าวเป็นเรื่องหมิ่นประมาทระหว่างนายรังสิมันต์ โรม และนายเบน สมิธ แต่กลับนำครอบครัวของนายเบนมาเป็นพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้เลย คนเราถ้าทำสงครามหรือรบกัน ก็ไม่ควรดึงลูกเมียของเขามาเกี่ยวข้องด้วย ผมจึงตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณว่า ควรจะต้องเล่นกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ ผมก็มองว่าตัวนายรังสิมันต์เองก็เป็นคนดี ไม่ใช่คนไม่ดีเลย แต่การนำครอบครัวนายเบนมาอยู่ในบัญชีพยาน ค่อนข้างสวนทางกับความเป็นตัวตนของนายรังสิมันต์อย่างมาก ส่วนตัวก็ยังหาสาเหตุไม่ได้และมองไม่ออกว่า ทำไมถึงต้องทำกันแบบนี้ ไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องนำครอบครัวของเขามาเป็นพยานหรือมาขึ้นศาล ทั้งนี้ เดี๋ยวต้องรอการสอบคำให้การและตรวจพยานในวันนี้ถึงเหตุผลของฝั่งนายรังสิมันต์ที่เบิกนำครอบครัวนายเบนมาเป็นพยาน”

นายวิฑูรย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงการฟ้องคดีเป็นการสร้างบรรยากาศความกลัวให้ไม่กล้าสืบค้นหาความจริงเรื่องสแกมเมอร์ว่าไม่เกี่ยวข้องกัน การพูดเปิดโปงความจริง หากมีพยานหลักฐานก็เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ปัญหาคือไปพูดใส่ความใส่ร้ายนักธุรกิจคนหนึ่งที่มาลงทุนทำธุรกิจตามปกติ กล่าวหาว่าเป็นสแกมเมอร์

เรื่องนี้มองว่าไม่โอเคเลยกับสิ่งที่นายเบน สมิธโดน ยิ่งการนำครอบครัวของนายเบน สมิธมาเป็นพยานในคดีด้วย ยิ่งไม่เข้าท่าเข้าไปใหญ่ คนเราถ้ามาใช้สิทธิ์ทางศาลย่อมอยู่บนหลักพื้นฐานความสุจริตอยู่แล้ว แต่เน้นย้ำว่า การนำครอบครัวของฝ่ายตรงข้ามมาเกี่ยวข้องในคดีด้วยนั้น ประเด็นนี้จะเป็นความสุจริตหรือไม่

นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า การอภิปรายของนายรังสิมันต์นั้น เป็นการเอาแพะมาชนแกะ เอาภาพของบุคคลนั้นบุคคลนี้มาใส่ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง กฎหมายเขียนเอาไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องดูว่า สิ่งที่นายรังสิมันต์ทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือมุ่งประโยชน์ต่อบุคคลใดหรือไม่ เมื่อเกิดความเสียหายเกิดขึ้น กรณีที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองอย่างแน่นอน เพราะเนื่องจากการอภิปรายในวันนั้นเป็นการโจมตี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งตอนนั้นอยู่ฝ่ายรัฐบาล ส่วนนายรังสิมันต์เป็นฝ่ายค้าน การอภิปรายจึงพุ่งเป้าโจมตี ร.อ.ธรรมนัส แต่วันข้างหน้าหาก ร.อ.ธรรมนัส ไปอยู่ฝ่ายค้านจริง ตนก็ไม่รู้ว่าจะวางตัวกันอย่างไร

“ส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่มีปัญหากระทบกับการทำงานฝ่ายค้านร่วมกัน เพราะนายรังสิมันต์มุ่งไปที่นายเบน สมิธ เป็นหลัก ในส่วนคดีฟอกเงินที่ทาง ปปง. ยื่นศาลอายัดทรัพย์คงต้องดูที่รายละเอียดพอสมควร แต่อย่างไรฝ่ายตนก็สู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำหน้าที่รับผิดชอบคดีส่วนนี้อยู่แล้ว ตนไม่มีความหนักใจใด ๆ ต่อสู้ตามพยานหลักฐานที่พวกเรามีและมั่นใจ” นายวิฑูรย์ กล่าว