เลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับการรับรองผลของ กกต.ที่ถูกร้องเรียนถึงความโปร่งใสหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “บาร์โค้ด” และ “คิวอาร์โค้ด” ตลอดจนปมบัตรเขย่ง และท้ายที่สุดย่อมต้องเดินไปถึงปลายทางอย่าง “ศาลรัฐธรรมนูญ”
แต่ดูเหมือนว่า “ค่ายน้ำเงิน” ในฐานะพรรคอันดับ 1 ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด
ซ้ำยังเดินหน้ารวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลรอสแตนด์บาย สวนทางกับความไม่ปกติในสนามเลือกตั้งที่เกิดขึ้น แสดงความมั่นใจว่า ปัญหานี้จะผ่านไปได้ โดยไม่สามารถฉุดรั้งการเข้าสู่อำนาจอีกคำรบในครั้งนี้ได้
แน่นอนว่า ต่อให้ที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศรับรองผล ซึ่งเป็นโอกาสที่“หัวขบวนสีน้ำเงิน” จะกลับสู่อำนาจการเมืองได้
ทว่า ปัญหาที่ถูกร้องเรียนตามมามากมายในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะข้อครหาที่ว่า กกต.เอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่ จะยังเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ว่า ชัยชนะที่ถล่มทลายหนนี้ มีความชอบธรรมมากน้อยเพียงใด
“ภูมิใจไทย” อาจจะรวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ จนอยู่ในจุดที่มีเสถียรภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องจะราบรื่น
คาดว่า หลังเปิดประชุมสภา แรงกดดันแรกที่ “รัฐบาลป้ายแดง” ต้องเผชิญ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไฟต์บังคับที่ต้องทำ หลังจากประชาชนให้ความเห็นชอบผ่านกระบวนการประชามติมาแล้ว
ท่าทีแต่ละพรรคการเมืองในประเด็นนี้ ยังมีความแตกต่างกันหลายจุด ไม่เพียงแค่ฝ่ายค้าน แต่ในพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง “ภูมิใจไทย” และ“เพื่อไทย” ก็ไม่ได้เห็นตรงกันทุกเรื่อง
จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ท้าทาย แม้พรรคแกนนำอย่าง “ภูมิใจไทย”จะมีที่นั่งในสภาถึง 193 เสียง เมื่อรวมกับมือของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วดูจะมีเสถียรภาพในทางการเมือง สามารถทำอะไรได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับมีความอ่อนไหวซ่อนอยู่ พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันก็จริง แต่อยู่บนพื้นฐานของความระแวง
บางพรรคถูกภูมิใจไทยดึงเข้าร่วม ไม่ใช่เพราะความเป็น “พันธมิตร” หากแต่ถูกดึงเข้ามาเพราะสมการการเมือง และการถ่วงดุลคานอำนาจระหว่างพรรคการเมืองด้วยกัน โดยต้องจับตาสภาวะ“พรรคร่วมรัฐบาล”กดดันต่อรอง ข่มใส่“สีน้ำเงิน”
ขณะเดียวกัน บาดแผลระหว่างพรรคที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จะถูกลบล้างด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ที่ลงตัวได้จริงหรือ หรือแค่ถูกบดบังชั่วขณะ โดยที่ความคับแค้นยังดำรงอยู่ เพื่อรอเวลาที่จะเอาคืน
ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายคาดหวังเป็นลำดับต้นๆ จาก “รัฐบาลภูมิใจไทย” อย่างปัญหาเศรษฐกิจ หลังจากโปรโมต และโฆษณามาตลอดในช่วงหาเสียงว่ามี “ทีมมืออาชีพ” ซึ่งเป็น “คนนอก” พร้อมเข้ามาพลิกฟื้น จนได้คะแนนมาไม่น้อย ก็เป็นอีกโจทย์ที่ท้าทาย"ที่สุด"ก็ว่าได้
เรื่อง “มืออาชีพ” คือจุดขาย และจุดเด่นที่สุดของภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็น“ดาบสองคม” ให้แก่พวกเขาได้เช่นกัน หากสุดท้ายทำไม่ได้อย่างที่พูด
เรื่องปากท้อง และค่าครองชีพเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลังเข้าสู่อำนาจ จะต้องผลิดอกออกผลโดยทันที หากไม่มีความแตกต่างจากเดิมแรงเหวี่ยงจะสะท้อนกลับมาสู่ “รัฐบาลค่ายน้ำเงิน” เป็น 2 เท่า
อีกประเด็นที่หลายฝ่ายจับตา คือปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งมีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้หลายพรรคการเมืองหมดทรัพยากรไปมหาศาล ฉะนั้นอาจจะมีการ “ถอนทุน” ครั้งมโหฬารเกิดขึ้น ดังนั้น รัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทยจะสกัดกั้นวงจรอุบาทว์นี้อย่างไร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมา“ค่ายสีน้ำเงิน” มีปัญหาภาพลักษณ์ในด้านนี้มาตลอด การเข้าสู่อำนาจรอบนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่า สิ่งที่คนภายนอกมอง เป็นความจริง หรือแค่คิดผิด
เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ของ “องค์กรอิสระ” ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับ“สายสีน้ำเงิน”มาตลอด จะทำหน้าที่ได้"อิสระ"จริงหรือไม่ หลังจากที่ผ่านมา ถูกมองว่า ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง ในการช่วยเหลือพวกพ้อง หรือประหัตประหารฝ่ายตรงข้าม
การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระในทุกๆ คดี โดยเฉพาะคดีการเมืองจะมีผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะที่กุมสภาพ “สภาสูง” ซึ่งเป็นต้นทางในการสรรหาบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
แม้แต่คดีความที่ยังอยู่ในใจประชาชน และสังคมเฝ้าเกาะติด ซึ่งเกี่ยวโยงกับคนของ “สีน้ำเงิน” อย่าง คดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง ที่นิ่งเงียบไปสักพัก หลังการเข้าสู่อำนาจ จะมีความคืบหน้าอย่างไร ภายใต้ “รัฐบาลบาร์โค้ด” ที่ถูกพาดพิงเชื่อมโยงทั้ง 2 คดี
สารพัดประเด็นร้อนเหล่านี้ หากภูมิใจไทย ไม่แสดงให้เห็นความตั้งใจในการคลี่คลายปัญหา และสร้างผลงานต่อยอดความนิยม สถานการณ์ที่ได้เปรียบ อาจพลิกผันได้ หากใช้อำนาจอย่างประมาท





