การเมืองปี 2569 หลังจบศึก เลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ. 2569 คอการเมืองแทบไม่คาดคิดว่า “ภูมิใจไทย”พรรคแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดปัจจุบัน จะผงาดเป็นพรรคอันดับ 1 ประกอบกำลังด้วยคู่แข่งอย่างเพื่อไทย และพรรคเล็กพรรคน้อย จัดตั้งรัฐบาล รวมตัวเลขได้เกือบ 300 เสียง
ปฐมบทการเมืองไทยในยุคที่ “บ้านยักษ์” ครองการเมือง ต่างระดมตบเท้าเข้าสู่อาณาจักรสีน้ำเงิน“ภูมิใจไทย” พรรคที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาเพียง 4 สมัย ก็สามารถปั้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ คนที่ 32 และกำลังจะได้นั่งนายกฯสมัยที่ 2
ทั้งหมดคงจะเกิดไม่ได้ หากไร้ “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดแห่งพรรคสีน้ำเงิน
ชัยชนะของ พรรคภูมิใจไทย มีเหนือพรรคเพื่อไทย และเด็ดขาดกว่าพรรคประชาชน กวาด สส.ถล่มทลายด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 กติกาที่บรรดานักเลือกตั้งเรียกขานว่า "เอื้อเฟื้อต่อพรรคการเมืองสีน้ำเงินมากที่สุด"
“ภูมิใจไทย”ภายใต้ยี่ห้อ “ครูใหญ่เนวิน” สามารถกวาดแชมป์อีสานอย่างเป็นกอบเป็นกำ อีสานใต้ ปักธงยกจังหวัดตามยุทธศาสตร์ได้อย่างเด็ดขาด ไล่ตั้งแต่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ขณะที่จังหวัดใกล้เคียง รวมถึงอีสานเหนือ ล้วนเป็นฐานที่มั่นของ “ภูมิใจไทย” แทบทั้งสิ้น
ปฐมบทจุดเริ่มต้นความเป็นคนการเมือง ฉบับ “เนวินสไตล์” เกิดขึ้นเมื่อการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2531 เขาลงสมัครในนามพรรคสหประชาธิปไตย และได้รับเลือกตั้ง เวลาต่อมาได้ลงเลือกตั้งในนามพรรคสามัคคีธรรรม และพรรคชาติไทยตามลำดับ
จุดตกต่ำคดียี้ห้อยร้อยยี่สิบ
ชื่อของ “เนวิน” ถูกพูดถึงมากที่สุด ในฐานะลูกชาย“กำนันชัย ชิดชอบ” นักการเมืองผู้กว้างขวางใน จ.บุรีรัมย์ อีกทั้ง “เนวิน” เมื่อครั้งยังเป็นสมาชิก"กลุ่ม 16" ที่มีบทบาทในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชวน หลีกภัย กรณีที่ดิน สปก.4-01 จนทำให้“ชวน” ต้องยุบสภาหนีการซักฟอกในครั้งนั้น
“เนวิน” มีบาดแผลทางการเมืองอย่างหนัก สมัยสังกัดพรรคชาติไทย เพราะถูกพิพากษาจากสังคมว่า เขาคือ “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ” เป็นคดีสุดอื้อฉาวในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2538 มีการจับกุมหัวคะแนนพร้อมหลักฐานเงิน 11.4 ล้านบาท ใน จ.บุรีรัมย์ ที่มีการเย็บแบงค์100 กับแบงค์ 20 บาทติดกับบัตรผู้สมัคร สส. ในยุคนั้นจึงถูกเรียกขานว่า ซื้อเสียง 40 บาท เพราะผู้สมัครลงสส.เขต แบบเรียงเบอร์ 3 คน
แม้ปี 2541 ศาลฎีกาจะพิพากษาให้คดีดังกล่าวจำคุกจำเลย 2 คน คือหัวคะแนนและภรรยาคนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญาพร้อมสั่งริบเงินสด 11.4 ล้านบาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี แต่คดีดังกล่าวก็กลายเป็นบาดแผลที่ติดตัว “เนวิน” มาจนถึงยุคพรรคไทยรักไทย
แม้ในทางกฎหมายจะเป็นการประหารชีวิตหัวคะแนนทางการเมือง แต่ในทางการเมือง “เนวิน”กลับมีตราบาปจากผลพวงคดีดังกล่าว กว่าจะสลัดหลุดหายได้ ต้องใช้เวลานาน
ขุนพล"ทักษิณ-สมัคร"
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ “เนวิน” คือการลาออกจากพรรคชาติไทย โดยยกทีมกลุ่มเพื่อนเนวินเข้าสังกัดพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 เขามีส่วนสำคัญในการวางหมากช่วยให้ “ทักษิณ ชินวัตร” กวาด สส.อีสาน และทั่วทั้งประเทศ อย่างถล่มทลาย 377 เสียง เป็นนายกฯ สมัยที่ 2 เดินเครื่องนโยบาย 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง
จุดเปลี่ยนอีกครั้งของ “เนวิน” ยังเกิดขึ้นช่วงรัฐประหาร 2549 เขามีส่วนสำคัญในการอยู่เบื้องหลังจัดทัพ วางมันสมองในการจัดมวลชนเพื่อต่อต้านคัดค้านการรัฐประหารในขณะนั้น และเวลาต่อมามวลชนดังกล่าวได้ต่อยอดมาเป็นคนเสื้อแดงจาก นปก. มาสู่ นปช.
“เนวิน” เริ่มมีบทบาททางการเมืองในฐานะขุนพลมือขวา “นายใหญ่” มีส่วนสำคัญในการนำพา “สมัคร สุนทรเวช” ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 หลังนำพรรคพลังประชาชน ดีเอ็นเอแถวสองของไทยรักไทย ประสบความสำเร็จ ได้จัดตั้งรัฐบาล
“เนวิน” มีสถานะทางการเมือง ที่พุ่งสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เมื่อถูกผนึกรวมอยู่ใน “แก๊งออฟโฟร์” ปี 2551 ซึ่งมี 4 คีย์แมนพรรคพลังประชาชน มีอำนาจเต็มในตึกไทยคู่ฟ้า ประกอบด้วย “สมัคร สุนทรเวช-เนวิน ชิดชอบ-สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี-ธีรพล นพรัมภา”
แม้ทั้ง 4 จะมีบทบาทสูงในการจัดกระดานทางการเมืองขณะนั้น แต่เวลาต่อมา “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ต้องพ่ายแพ้ต่อกลุ่มการเมืองสายตรง “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” ในการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ ช่วงปลายปี 2551 หลังจาก“สมัคร” ต้องพ้นจากนายกฯ ในคดีจัดการรายทำอาหาร ชิมไปบ่นไป โดย“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ขึ้นมาเป็นนายกฯ คนที่ 26
แตกหัก“ทักษิณ” กำเนิด ภท.
ขณะที่ “เนวิน”พร้อมพวกพ้องกลุ่มเพื่อนเนวิน ส่วนใหญ่ในภาคอีสาน หันหลังให้กับพรรคพลังประชาชน มาก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคที่ชูสโลแกนช่วงแรกว่า “ปกป้องสถาบัน”
“เนวิน” นำอดีต สส.พรรคพลังประชาชน ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการพลิกขั้วการเมือง ที่ทิ้งวลีอันลือเลื่องว่า “มันจบแล้วครับนาย” ส่งให้“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกฯคนที่ 27
เหตุการณ์พลิกขั้วการเมืองด้วยกลุ่มสส.งูเห่าครั้งนั้น เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตฉากสำคัญอีกครั้ง เมื่อ“เนวิน” เริ่มปฐมบทใหม่ ผันตัวไปอยู่เบื้องหลัง เป็น"ครูใหญ่" ให้กับพี่เพื่อนน้อง สส.พรรคภูมิใจไทย
7 เม.ย.2552 “เนวิน” พร้อมด้วยคีย์แมนพรรคภูมิใจไทย ตั้งโต๊ะแถลง ประกาศแตกหัก“ทักษิณ ชินวัตร” ในช่วงที่มีการเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เรียกร้องให้ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ยุบสภา
“แม้ผมจะรักคนๆ นั้นมากมายขนาดไหนก็ตาม หากคนๆ นั้นรักตัวเอง เห็นแก่ความอยู่รอดของตัวเอง มากกว่ารักประชาชน และความอยู่รอดของประเทศชาติ ผมก็ไม่เอาด้วย ผมและเพื่อนๆ ไม่เอาด้วย เพราะพวกเราไม่ใช่ทาส ที่จะทำให้ทุกเรื่อง แบบไม่คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศและส่วนรวม โดยเพื่อประโยชน์ของคนๆ เดียวเป็นสำคัญ เหนือสิ่งอื่นใด ผมและเพื่อนๆ ยืนยันว่า รักประเทศไทยมากกว่ารักท่านทักษิณ” เนวิน เปิดใจครั้งนั้น
ซูเปอร์แบ็กอัปภูมิใจไทย
“เนวิน” ก่อร่างสร้างพรรคภูมิใจไทย ขณะที่อยู่หน้าฉากการนั่งบริหารสโมสรฟุตบอล “บุรีรัมย์” ส่วนหน้าฉากการเมือง มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” น้องรักเป็นหัวหน้าพรรค
ปี 2562-2566 เป็นยุคที่พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองสูงมาก เพราะด้วยกลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ออกแบบกติกาให้พรรคขนาดกลาง 50-70 ที่นั่ง มีอิทธิพลในการจัดตั้งรัฐบาล ภูมิใจไทยไม่เคยพลาดเป้าร่วมรัฐบาล หลังเลือกตั้งปี 2562 เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ปี 2566 ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย
กระทรวงสำคัญเกรดเอ ล้วนตกอยู่ในมือของพรรคสีน้ำเงิน กระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ในช่วงกลางปี 2568 เมื่อภูมิใจไทยใช้จังหวะชิงกระแส"คลิปอังเคิล" จุดประเด็นชาตินิยมด้วยการชิงถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ท่ามกลางกระแสข่าว“เพื่อไทย” เตรียมยึดเก้าอี้กระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายปราบยาเสพติด พร้อมจัดทัพผู้ว่าฯ รองรับการเลือกตั้งใหญ่
“อนุทิน” ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเมื่อปลายปี 2568 “เนวิน” มีส่วนสำคัญในการวางรากฐาน และจัดทัพ สส.จากพรรคขนาดกลางไปสู่พรรคขนาดใหญ่ บรรดาบ้านใหญ่ นักเลือกตั้งเกรดเอ ทยอยไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย จนถูกเปรียบเทียบว่า นี่คือ “โมเดลไทยรักไทย” ที่เคยประสบความสำเร็จเมื่อปี 2548
โดยทุกซุ้ม ทุกกลุ่มการเมืองในพรรคสีน้ำเงิน จะได้รับตำแหน่งตอบแทนจากการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ภายใต้ยี่ห้อ “นักเลงเซาะกราว” คำไหนคำนั้นของ “เนวิน” ขณะที่ดีเอ็นเอทางการเมืองของเขา กำลังถ่ายทอดส่งต่อมายัง "ไชยชนก ชิดชอบ" บุตรชายในบทบาทคีย์แมนน้ำเงิน เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
ผู้นำรัฐบาลหลังฉาก
ผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ภูมิใจไทยใช้ยุทธศาสตร์ “พูดแล้วทำพลัส” โชว์สรรพกำลัง ยิงตรงเป้า กวาด สส.ในภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือบางจังหวัด จนแลนสไลด์ครั้งแรก 193 เก้าอี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากพรรคภูมิใจไทยไม่มี"เนวิน” ก็คงเดินมาไม่ถึงวันนี้ และบริบทการเมืองยุคนี้ “เนวิน”ไม่จำเป็นต้องนั่งนายกฯ หน้าฉาก ขอแค่เป็นกุนซือ คอยแบ็คอัป แต่เป็นเงาทาบทับนายกฯอนุทินก็ยิ่งกว่าผู้ชนะสิบทิศ
ในวันที่ “เนวิน” สร้าง “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” กวาดแชมป์ไทยลีก 10 สมัย เป็นหนึ่งในยุทธจักรลูกหนังสยาม ขณะเดียวกันในยุทธจักรการเมือง “เนวิน” ก็ทำความฝันสำเร็จในเลือกตั้งปี 2569 พร้อมทั้งกด"เพื่อไทย"เป็นพรรคต่ำร้อย และยังปิดโอกาส“กล้าธรรม” ที่หวังจะผงาดตามรอยสีน้ำเงิน
เวลานี้องคาพยพ "ซูเปอร์แบ็กอัป" ภูมิใจไทย ไฟเขียว “เนวิน-อนุทิน” ให้ได้เปรียบทุกทาง จนขึ้นแท่น"เบอร์หนึ่งอนุรักษนิยม"ได้ในที่สุด





