วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'ปชน.' ถอดบทเรียนพ่ายเลือกตั้ง จ่อตั้ง 'อาสามสัคร' บู๊บ้านใหญ่

'ปชน.' ถอดบทเรียนพ่ายเลือกตั้ง จ่อตั้ง 'อาสามสัคร' บู๊บ้านใหญ่

“พรรคประชาชน” จัดสัมมนาถอดบทเรียนพ่ายเลือกตั้ง "ณัฐพงษ์" แก้โจทย์แพ้บ้านใหญ่ ตั้ง "อาสาสมัครประชาชน" ทำงานเชิงรุก-ใกล้ชิดพื้นที่มากขึ้น

ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์  กทม. พรรคประชาชน จัดสัมมนาใหญ่พรรคประชาชน มีแกนนำพรรคประชาชน และคณะก้าวหน้า เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าร่วมเป็นวิทยากรในงาน โดยมีว่าที่ สส.และผู้สมัครสส.พรรคประชาชนทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต เข้าร่วมสัมมนาทั้ง 500 คน

ทั้งนี้จะเป็นการถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเตรียมพร้อมการทำงานของ สส.ใหม่รวมถึงเตรียมรับมือสถานการณ์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีการจัดสัมมนาตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา

สำหรับการสัมมนาในวันนี้ (22 ก.พ.) ได้จัดกลุ่มย่อยตามเขตพื้นที่ต่างๆ เพื่อสรุปบทเรียน ว่าทำไมพรรคประชาชนถึงไม่ชนะเลือกตั้งในบางพื้นที่ แล้วเปิดให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกัน

'ปชน.' ถอดบทเรียนพ่ายเลือกตั้ง จ่อตั้ง 'อาสามสัคร' บู๊บ้านใหญ่

ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดสัมมนาดังกล่าวว่า เป็นการสะท้อนบทเรียนจากการเลือกตั้ง โดยมีสิ่งที่พรรคประชาชนเห็นตรงกันคือทำงานในพื้นที่ให้เข้มข้นมากขึ้น

รวมทั้งพรรคเตรียมตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร (อสส.) ให้ครบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ให้กับผู้สมัครของพรรค และนำไปผลักดันการแก้ปัญหาในพื้นที่ นอกจากนั้นแล้วคือการส่งข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นในพื้นที่

"หลายพื้นที่ของการเลือกตั้งที่ได้ยินว่าอาจมีเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง มีข้อสงสัยเพิ่มมากขึ้น มีปัญหาหนาหูมากขึ้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจดำเนินการจับกุมได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงเตรียมความพร้อมที่ส่งอาสาสมัครเป็นหูเป็นตาให้พวกเรา" นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคในการประชุมใหญ่ช่วงเดือน มี.ค. มีการพูดถึงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้หารือกัน แต่ตนอยากยืนยันว่า 44 สส.ที่อยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี มีความบริสุทธิ์  ไม่ควรมีใครที่จะถูกดำเนินคดีในกรณีของการเสนอแก้ไขกฎหมาย แต่เพื่อการบริหารความเสี่ยง ได้หารือกันว่าหากศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

"ผมในฐานะหัวหน้าพรรคไม่ยึดติดกับตำแหน่ง พร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเอง ไปทำหน้าที่อย่างอื่น เช่น การสร้างเครือข่ายของพรรคให้เข้มแข็งในพื้นที่เพื่อทำให้เราชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้า ขณะที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคซึ่งผูกพันกับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อยู่ที่ที่ประชุมของพรรคว่าจะเลือกใคร"

เมื่อถามต่อว่าเตรียมการต่อสู้เรื่องคดีไว้อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่เท่าเดิม เท่าที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ไป คือทางทีมกฎหมายของพรรคได้ยื่นคำร้องกับว่าที่ สส.ทั้ง 10 คน คือบัญชีรายชื่อ 8 คน และเขต 2 คน ในการยื่นคำร้องให้กับศาลฎีกาเพื่อให้ศาลไม่มีคำสั่งให้เราหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอฟังคำตอบจากศาลฎีกาอีกครั้งว่าจะมีคำสั่งอย่างไร 

ต่อข้อถามว่ากังวลสถานการณ์ภายในพรรคหรือไม่ หากถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะว่าที่ สส.ทั้ง 10 คน ถือเป็นแนวหลักของพรรค นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล ไม่ว่าจะเป็นกลไกในเรื่องของตำแหน่งประธานกรรมาธิการ คนที่จะมาทำหน้าที่วิปฝ่ายค้าน ได้วางบุคลากรที่มีความพร้อมจะขึ้นมาทำหน้าที่

เมื่อถามอีกว่าได้วางตัวบุคคลใดในการเป็นประธานวิปฝ่ายค้านไว้บ้างหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวปฏิเสธตอบคำถาม ระบุเพียงว่า ที่ประชุมภายในพรรคได้พูดคุยกันและมีบุคลากรที่พร้อมอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่าเท่าที่ถอดบทเรียนสาเหตุที่ไม่ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นเพราะอะไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างหนึ่งต้องบอกว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาโดยภาพใหญ่นั้น เราสรุปบทเรียนออกเป็น 2 ภาพหลัก 

อย่างแรกคือผลประชามติที่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม หรือเราแพ้เขตให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคกล้าธรรม แต่พื้นที่เหล่านั้นประชาชนก็ยังเห็นด้วยกับประชามติ อีกอย่างคือเรายังคงรักษาแชมป์ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อ ที่คะแนนความนิยมของเรามาเป็นอันดับหนึ่ง

"สิ่งที่เราพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือการทํางานพื้นที่ ที่อาจตั้งรับไม่ดีพอ และทํางานเชิงรุกมากไม่เพียงพอ จึงจัดตั้งเครือข่าย เมื่อฝั่งเขามีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ฝั่งเราก็พร้อมจะมีเครือข่ายอาสาประชาชน แต่สิ่งที่พวกเราดูถูกไม่ได้หรือบอกว่าผิดไม่ได้เลย คือการที่ประชาชนออกไปตัดสินใจโหวตให้ใครคนใดคนหนึ่งในพื้นที่" นายณัฐพงษ์ กล่าว

ดังนั้นเป็นโจทย์ของพรรคที่จะต้องสู้กับโจทย์การเมืองบ้านใหญ่ คือการสร้างเครือข่าย ให้ใกล้ชิดกับประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง