วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ตั้งรัฐบาลฝุ่นตลบ-เลือกตั้งป่วน การเมืองส่งสัญญาณ ‘โมฆะ’?

ตั้งรัฐบาลฝุ่นตลบ-เลือกตั้งป่วน  การเมืองส่งสัญญาณ ‘โมฆะ’?

ท่ามกลางฉากการเมืองที่กำลัง “ฝุ่นตลบ”ในการจัดตั้งรัฐบาล ถึงที่สุดจะเป็นสูตร “สีธงชาติ” ไร้สีเขียว 295 เสียง หรือจะเป็นสูตร “น้ำเงิน-แดง-เขียว”ทะลุ 355 เสียง จนถึงเวลานี้ ยังยื้อยุดกันอีกพักใหญ่

เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สารพัดปมร้อนเกี่ยวกับเลือกตั้ง กำลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ประเด็นความชอบด้วยกฎหมาย ที่อาจสุ่มเสี่ยงให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ

ประเด็นเรื่อง “คิวอาร์โคด” และ“บาร์โคด” บนบัตรเลือกตั้ง ที่กำลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสาม

ที่ระบุว่า“การลงคะแนนโดยลับ” หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าสภาพการณ์ในหน่วยเลือกตั้ง ไม่เอื้อให้เกิดความลับ หรือมีการขัดขวางไม่ให้ผู้มีสิทธิเข้าถึงคูหาอย่างเป็นธรรม กระบวนการดังกล่าวจะถือว่าขัดต่อหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง 

นอกจากนี้ ความบกพร่องในการตรวจสอบสิทธิ เช่น การปล่อยให้มี “การเวียนเทียนลงคะแนน” หรือบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิ ย่อมส่งผลให้ผลการเลือกตั้งในหน่วยนั้น ๆ สิ้นสภาพไปโดยปริยาย

ตั้งรัฐบาลฝุ่นตลบ-เลือกตั้งป่วน  การเมืองส่งสัญญาณ ‘โมฆะ’?

เหนือไปกว่านั้น บทบัญญัติกฎหมายยังระบุอีกว่า แม้การลงคะแนนจะผ่านพ้นไป แต่หากขั้นตอนการรับรองผล และการคำนวณคะแนนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 132 เกิดความผิดพลาดในลักษณะ “บัตรเขย่ง” คือจำนวนบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ กฎหมายให้อำนาจในการสั่งเลือกตั้งใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของคะแนนเสียงทุกใบ

ประเด็นนี้ แม้จะมีคำยืนยันจาก “แสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันในหลักการโดยตรงและลับ หลักการความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง และการเลือกตั้งบาร์โค้ด กับ 2 หลักการบาร์โค้ด กับการออกเสียงโดยตรงและลับ

1. หลักการโดยตรง และลับ เป็นหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษชนในการเลือกตั้ง ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(UDHR) ของสหประชาติ(UN) ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองที่กำหนดว่า ในการเลือกตั้ง การออกเสียง ต้องเป็นไปโดยตรงและลับ พูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ ลงคะแนนด้วยตนเอง และไม่มีผู้ใดทราบได้

2. หลักการความปลอดภัยของบัตร และการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่มาจากปฏิญญาสากลเช่นกัน ที่กำหนดว่าการเลือกตั้งต้อง “เสรี และเป็นธรรม”(Free &Fair) กฎหมายจึงกำหนดเรื่องความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ป้องกันการปลอมแปลงบัตร การใช้บัตรปลอม การใช้บัตรข้ามเขต รวมทั้งการบรหารจัดการบัตร ควบคุมบัตรในการแจกจ่ายได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น

ตั้งรัฐบาลฝุ่นตลบ-เลือกตั้งป่วน  การเมืองส่งสัญญาณ ‘โมฆะ’?

ทว่า ภายใต้สารพัดคำร้องที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ ถึงที่สุดต้องไปลุ้นการชี้ขาดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน”ทำหนังสือส่งไปยัง กกต. เพื่อขอให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.

หากกกต.ไม่สามารถส่งคำชี้แจงมาได้ตามกำหนด ผู้ตรวจการแผ่นดินจะถือว่ากกต.ไม่ประสงค์จะชี้แจง และจะดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อพิจารณาว่า จะส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป

ไหนจะท่าทีของ"บวรศักดิ์ อุวรรณโณ"รองนายกรัฐมนตรี ที่พูดชัดว่า ประเด็นเหล่านี้ ถึงที่สุดอาจอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

เหนือไปกว่านั้น ประเด็นที่กำลังขยายวงกว้าง ยังถูกนำไปเทียบเคียงกับเหตุการณ์เลือกตั้งโมฆะ 2 ครั้งในรอบ 2 ทศวรรษ ทั้งวิกฤติการเมืองปี 2549 ที่มีการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่ปลายปี 2548 จนเป็นเหตุให้“ทักษิณ ชินวัตร” นายกฯ ในขณะนั้นตัดสินใจยุบสภา ในวันที่ 24 ก.พ.2549 และให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 2 เม.ย.2549

ทว่า สถานการณ์กลับตึงเครียดมากขึ้น เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ด้วยการไม่ส่งผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้ง กดดันให้“ทักษิณ” ลาออกจากนายกฯ แทนการยุบสภา

ก่อนที่ต่อมา ได้มีการยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยบรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย(พีเน็ต) ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2549 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเนื้อหาในคำร้องมี 4 ประเด็น คือ

1.การกำหนดวันเลือกตั้งไม่เหมาะสม และไม่เที่ยงธรรม โดยกำหนดวันเลือกตั้งห่างจากการยุบสภาเพียง 35 วัน 

2.การจัดคูหาเลือกตั้ง ให้ผู้เลือกตั้ง “หันหน้า” เข้าคูหาลงคะแนน และ“หันหลัง”ให้คณะกรรมการประจำหน่วยการเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการละเมิดหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรง และลับหรือไม่ 

3.ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีพรรคการเมืองใหญ่ ว่าจ้างผู้สมัครจากพรรคการเมืองเล็กลงสมัครการเลือกตั้ง 

4.กกต.พิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ประชุมหารือครบองค์ประชุม เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือไม่

เหตุการณ์ดังกล่าว ยังเกิดปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์” กระทั่งวันที่ 8 พ.ค.2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549 เป็นโมฆะ เนื่องจาก “คูหาไม่ปิดลับ” และการกำหนดวันเลือกตั้งไม่ถูกต้อง

ขณะที่ กกต.ที่จัดการเลือก 3 คน พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ปริญญา นาคฉัตรีย์ และวีระชัย แนวบุญเนียร ถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง และมีการยื่นฟ้องร้อง กกต.ต่อศาลอาญา ซึ่งต่อมาได้มีคำพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา กกต.ทั้ง 3 คน (วีระชัย เสียชีวิตวันที่ 21 ส.ค.2555) ในเวลาต่อมา 

ตั้งรัฐบาลฝุ่นตลบ-เลือกตั้งป่วน  การเมืองส่งสัญญาณ ‘โมฆะ’?

อีกหนึ่งตัวอย่างถัดมาคือ การเลือกตั้งปี 2557 ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ ประกาศยุบสภา ลดแรงกดดันทางการเมือง เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ขณะที่ กปปส.เปิดปฏิบัติการปิดคูหาเลือกตั้ง

 ต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 245 (1) ว่าการเลือกตั้งดังกล่าว อาจมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยไม่สามารถเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวทั้งราชอาณาจักร ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง มีความเห็นว่า การเลือกตั้ง สส.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรค 2 จึงถือเป็นโมฆะในที่สุด

ผ่านไป “2 ทศวรรษ” ตัวอย่างเลือกตั้งโมฆะ 2 ครั้ง ได้ถูกนำมาเทียบเคียงกับครั้งนี้ 

ท่ามกลางสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังฝุ่นตลบ ยังเป็นจังหวะเดียวกับที่“การเมือง”กำลังเปิดฉากเดินเกมผ่าน“นักร้อง” ในการยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ

ทำให้เกิดคำถามว่า ภายใต้เกมการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ ถึงที่สุด ระหว่างการ “จัดตั้งรัฐบาล” ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย และกระบวนการ “ชี้ขาด” การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะหรือไม่ อย่างไหนจะรู้ผลก่อนกัน? 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์