ท่ามกลางฉากการเมืองที่กำลัง “ฝุ่นตลบ”ในการจัดตั้งรัฐบาล ถึงที่สุดจะเป็นสูตร “สีธงชาติ” ไร้สีเขียว 295 เสียง หรือจะเป็นสูตร “น้ำเงิน-แดง-เขียว”ทะลุ 355 เสียง จนถึงเวลานี้ ยังยื้อยุดกันอีกพักใหญ่
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สารพัดปมร้อนเกี่ยวกับเลือกตั้ง กำลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ประเด็นความชอบด้วยกฎหมาย ที่อาจสุ่มเสี่ยงให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ
ประเด็นเรื่อง “คิวอาร์โคด” และ“บาร์โคด” บนบัตรเลือกตั้ง ที่กำลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสาม
ที่ระบุว่า“การลงคะแนนโดยลับ” หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าสภาพการณ์ในหน่วยเลือกตั้ง ไม่เอื้อให้เกิดความลับ หรือมีการขัดขวางไม่ให้ผู้มีสิทธิเข้าถึงคูหาอย่างเป็นธรรม กระบวนการดังกล่าวจะถือว่าขัดต่อหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ ความบกพร่องในการตรวจสอบสิทธิ เช่น การปล่อยให้มี “การเวียนเทียนลงคะแนน” หรือบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิ ย่อมส่งผลให้ผลการเลือกตั้งในหน่วยนั้น ๆ สิ้นสภาพไปโดยปริยาย
เหนือไปกว่านั้น บทบัญญัติกฎหมายยังระบุอีกว่า แม้การลงคะแนนจะผ่านพ้นไป แต่หากขั้นตอนการรับรองผล และการคำนวณคะแนนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 132 เกิดความผิดพลาดในลักษณะ “บัตรเขย่ง” คือจำนวนบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ กฎหมายให้อำนาจในการสั่งเลือกตั้งใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของคะแนนเสียงทุกใบ
ประเด็นนี้ แม้จะมีคำยืนยันจาก “แสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันในหลักการโดยตรงและลับ หลักการความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง และการเลือกตั้งบาร์โค้ด กับ 2 หลักการบาร์โค้ด กับการออกเสียงโดยตรงและลับ
1. หลักการโดยตรง และลับ เป็นหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษชนในการเลือกตั้ง ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(UDHR) ของสหประชาติ(UN) ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองที่กำหนดว่า ในการเลือกตั้ง การออกเสียง ต้องเป็นไปโดยตรงและลับ พูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ ลงคะแนนด้วยตนเอง และไม่มีผู้ใดทราบได้
2. หลักการความปลอดภัยของบัตร และการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่มาจากปฏิญญาสากลเช่นกัน ที่กำหนดว่าการเลือกตั้งต้อง “เสรี และเป็นธรรม”(Free &Fair) กฎหมายจึงกำหนดเรื่องความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ป้องกันการปลอมแปลงบัตร การใช้บัตรปลอม การใช้บัตรข้ามเขต รวมทั้งการบรหารจัดการบัตร ควบคุมบัตรในการแจกจ่ายได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น
ทว่า ภายใต้สารพัดคำร้องที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ ถึงที่สุดต้องไปลุ้นการชี้ขาดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน”ทำหนังสือส่งไปยัง กกต. เพื่อขอให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.
หากกกต.ไม่สามารถส่งคำชี้แจงมาได้ตามกำหนด ผู้ตรวจการแผ่นดินจะถือว่ากกต.ไม่ประสงค์จะชี้แจง และจะดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อพิจารณาว่า จะส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป
ไหนจะท่าทีของ"บวรศักดิ์ อุวรรณโณ"รองนายกรัฐมนตรี ที่พูดชัดว่า ประเด็นเหล่านี้ ถึงที่สุดอาจอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
เหนือไปกว่านั้น ประเด็นที่กำลังขยายวงกว้าง ยังถูกนำไปเทียบเคียงกับเหตุการณ์เลือกตั้งโมฆะ 2 ครั้งในรอบ 2 ทศวรรษ ทั้งวิกฤติการเมืองปี 2549 ที่มีการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่ปลายปี 2548 จนเป็นเหตุให้“ทักษิณ ชินวัตร” นายกฯ ในขณะนั้นตัดสินใจยุบสภา ในวันที่ 24 ก.พ.2549 และให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 2 เม.ย.2549
ทว่า สถานการณ์กลับตึงเครียดมากขึ้น เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ด้วยการไม่ส่งผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้ง กดดันให้“ทักษิณ” ลาออกจากนายกฯ แทนการยุบสภา
ก่อนที่ต่อมา ได้มีการยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยบรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย(พีเน็ต) ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2549 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเนื้อหาในคำร้องมี 4 ประเด็น คือ
1.การกำหนดวันเลือกตั้งไม่เหมาะสม และไม่เที่ยงธรรม โดยกำหนดวันเลือกตั้งห่างจากการยุบสภาเพียง 35 วัน
2.การจัดคูหาเลือกตั้ง ให้ผู้เลือกตั้ง “หันหน้า” เข้าคูหาลงคะแนน และ“หันหลัง”ให้คณะกรรมการประจำหน่วยการเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการละเมิดหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรง และลับหรือไม่
3.ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีพรรคการเมืองใหญ่ ว่าจ้างผู้สมัครจากพรรคการเมืองเล็กลงสมัครการเลือกตั้ง
4.กกต.พิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ประชุมหารือครบองค์ประชุม เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือไม่
เหตุการณ์ดังกล่าว ยังเกิดปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์” กระทั่งวันที่ 8 พ.ค.2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549 เป็นโมฆะ เนื่องจาก “คูหาไม่ปิดลับ” และการกำหนดวันเลือกตั้งไม่ถูกต้อง
ขณะที่ กกต.ที่จัดการเลือก 3 คน พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ปริญญา นาคฉัตรีย์ และวีระชัย แนวบุญเนียร ถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง และมีการยื่นฟ้องร้อง กกต.ต่อศาลอาญา ซึ่งต่อมาได้มีคำพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา กกต.ทั้ง 3 คน (วีระชัย เสียชีวิตวันที่ 21 ส.ค.2555) ในเวลาต่อมา
อีกหนึ่งตัวอย่างถัดมาคือ การเลือกตั้งปี 2557 ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ ประกาศยุบสภา ลดแรงกดดันทางการเมือง เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ขณะที่ กปปส.เปิดปฏิบัติการปิดคูหาเลือกตั้ง
ต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 245 (1) ว่าการเลือกตั้งดังกล่าว อาจมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยไม่สามารถเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวทั้งราชอาณาจักร ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง มีความเห็นว่า การเลือกตั้ง สส.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรค 2 จึงถือเป็นโมฆะในที่สุด
ผ่านไป “2 ทศวรรษ” ตัวอย่างเลือกตั้งโมฆะ 2 ครั้ง ได้ถูกนำมาเทียบเคียงกับครั้งนี้
ท่ามกลางสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังฝุ่นตลบ ยังเป็นจังหวะเดียวกับที่“การเมือง”กำลังเปิดฉากเดินเกมผ่าน“นักร้อง” ในการยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ
ทำให้เกิดคำถามว่า ภายใต้เกมการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ ถึงที่สุด ระหว่างการ “จัดตั้งรัฐบาล” ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย และกระบวนการ “ชี้ขาด” การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะหรือไม่ อย่างไหนจะรู้ผลก่อนกัน?
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





