วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม 2569

Login
Login

บ่วง ‘บาร์โค้ด’ ชนวนถล่ม กกต. ลาม ‘เลือกตั้งโมฆะ’- ระวังถึงคุก

บ่วง ‘บาร์โค้ด’ ชนวนถล่ม กกต.  ลาม ‘เลือกตั้งโมฆะ’- ระวังถึงคุก

เงื่อนปม การจัดการเลือกตั้ง 69 ยังคงถูกพูดถึงอย่างหนาหู แม้จะผ่านมาเป็นสัปดาห์แล้วก็ตาม เนื่องจากถูกภาคประชาชน สื่อมวลชน และพรรคการเมืองหลายพรรคมองว่า เป็นการจัดเลือกตั้งที่ดูท่าจะไม่ชอบมาพากลนัก มีหลายความผิดพลาดเกิดขึ้น และหลายเรื่องชวนน่าสงสัย

แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แม่งานในการจัด เลือกตั้ง 69 โดยใช้งบกว่า 7.8 พันล้านบาทดำเนินการนั้น จะออกมาตั้งโต๊ะแถลงทุกวัน รวมถึงส่งคำชี้แจงผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์แทบจะรายชั่วโมง เพื่ออธิบายเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่เหมือนจะไม่เป็นผลมากนัก เพราะคำอธิบายหลายอย่างกลับกลายเป็นคำพูด “มัดตัว” กกต.เสียเอง

โดยเฉพาะกรณีสำคัญคือ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” ที่กลายเป็นเหมือน “น้ำผึ้งหยดเดียว” ลุกลามบานปลาย จนพรรคการเมือง บุคคลสาธารณะ และภาคประชาชน เตรียมยื่นคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อชี้ขาดให้การเลือกตั้งครั้งนี้ “เป็นโมฆะ” แล้ว

ข้อเท็จจริงในการจัดทำ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” นั้น ปรากฏว่า บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต (สีเขียว) ปรากฏ “คิวอาร์โค้ด” ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบ สส.บัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ปรากฏ “บาร์โค้ด” อยู่บนบัตรเลือกตั้ง ขณะที่บัตรออกเสียงประชามติ (สีเหลือง) ไม่ปรากฏคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดแต่อย่างใด

ในฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างพบว่า สำนักงาน กกต.ใช้วิธี “เฉพาะเจาะจง” ดำเนินการ

1.) จ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 56,100,000 ฉบับ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง (ซ) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง กำหนดราคากลาง 86,955,000 บาท โดยพิจารณาจากเกณฑ์ราคา ใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด 2 วัน โดยวันที่อนุมัติรายงานขอซื้อขอจ้าง 29 ธ.ค.2568 และวันที่ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา 30 ธ.ค.2568 โดยมีบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้ชนะ ด้วยวงเงิน 81,345,000 บาท ลงนามโดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

2.) จ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 56,100,000 ฉบับ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง (ซ) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง กำหนดราคากลาง 75,735,000 บาท โดยพิจารณาจากเกณฑ์ราคา ใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด 2 วัน โดยวันที่อนุมัติรายงานขอซื้อขอจ้าง 29 ธ.ค.2568 และวันที่ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา 30 ธ.ค. 2568 โดยมี บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะการเสนอราคา ด้วยวงเงิน 67,320,000 บาท ลงนามโดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

ไส้ในการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว ไม่มีการเผยแพร่ร่างขอบเขตของงาน (TOR) ให้สาธารณะรับทราบ อย่างไรก็ดีเมื่อสืบค้นย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2566 พบว่า ก่อนหน้านี้ กกต.ใช้วิธี “คัดเลือก” โดยในใบเสนอราคาของเอกชนนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จะต้องจัดทำมาตรการป้องกันการทุจริตตาม TOR ของสำนักงาน กกต.ด้วย แต่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ต้องมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดหรือไม่

แต่ข้อเท็จจริงประการสำคัญคือในการเลือกตั้งปี 2566 แม้จะมีการพูดถึงเรื่อง “บัตรเขย่ง” อยู่บ้าง และมีการสั่งให้นับคะแนนใหม่ใน 43 หน่วยเลือกตั้ง แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง กกต.ยังไม่หนาหูเท่า พ.ศ.นี้ ที่เรื่องเกิดจาก “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด”

เบื้องต้น 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้บริหารสำนักงาน กกต. เช่น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจง สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า

1.) ยืนยันว่า “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ดังกล่าวในบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และบัตรเลือกตั้ง สส.เขต เป็นมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตร เพื่อป้องกัน “บัตรเขย่ง” และการทุจริตอื่น ๆ เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 ให้อำนาจ กกต.ในการกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใด เพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้ง โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง

2.) ผอ.สำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง ยืนยันข้อเท็จจริงว่า “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ดังกล่าว สามารถสแกนเพื่อเช็คไปยัง “ต้นขั้ว” ของบัตรได้ แต่ไม่สามารถตรวจดูได้ว่า ประชาชนคนใด ลงคะแนนเลือกผู้สมัคร สส. หรือพรรคการเมืองใด ดังนั้นการลงคะแนนเลือกตั้ง 69 ยังถือว่าดำเนินการ “โดยตรง” และ “โดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญอยู่

3.) นอกเหนือจาก “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ดังกล่าวแล้ว กกต.ยังใช้มาตรการอื่น ๆ เพื่อการ Tracking ตรวจสอบ ป้องกันการปลอมแปลงบัตรเช่นกัน ซึ่งในปี 2566 ก็ดำเนินการมาตรการเหล่านี้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าใช้มาตรการแบบใด เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล

ส่วน “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.ผู้รับ “เผือกร้อน” ไปตอน “เลือกตั้งล่วงหน้า” 1 ก.พ.ที่ผ่านม หลังจากนั้นลดบทบาทตัวเองไปขับเคลื่อนงานอยู่เบื้องหลังแทน อธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (ก่อนจะเข้าถึงโพสต์ดังกล่าวไม่ได้ในภายหลัง) ยืนยันว่า บาร์โค้ดบน “บัตรเลือกตั้ง” ทำไปเพื่อป้องกันปลอมแปลง ยืนยันการลงคะแนนเสียงของประชาชนเป็นไปโดยตรง และเป็นความลับ ไม่มีใครรู้แน่นอน ส่วนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และรายชื่อผู้มีสิทธิ แยกเก็บในที่ปลอดภัย ไม่มีใครเข้าถึงได้โดยไม่มีคำสั่งศาล

นอกจากการชี้แจงผ่านสาธารณะแล้ว ว่ากันว่าในปัจจุบันสำนักงาน กกต.กำลังดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง และความเห็นจากหลายภาคส่วน เพื่อมากลั่นกรองพิจารณาว่า มีแห่งใดเผยแพร่ “ข้อมูลอันเป็นเท็จ” เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 69 และกรณี “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” หรือไม่ หากพบเจอว่าความเห็นเหล่านั้นมีการบิดเบือน ยั่วยุ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้

เบื้องต้น กกต.ขอใช้เวลาตามที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 กำหนดคือ ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน ในการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการออกมา โดยในช่วงเวลานี้ กกต.ทยอยเปิดเผยผลการเลือกตั้งแบบรายหน่วย และรายเขต ไม่ว่าจะเป็นไปตามแบบ ส.ส.5/18 และแบบ ส.ส.5/18 บช. ที่โชว์อยู่บนเว็บไซต์สำนักงาน กกต. ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เป็นต้น

ปัจจุบันกรณีดังกล่าวมี 4 กลุ่มออกแอ็คชั่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แบ่งเป็น

1.) กลุ่ม “เลือกตั้งโมฆะ” นำโดยภาคประชาชนบางส่วน กลุ่ม สว.สำรองบางคน และ “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” แกนนำพรรคทางเลือกใหม่ โดยการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ บางกลุ่มยื่นเรื่องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้การเลือกตั้ง 69 เป็นโมฆะ โดยกล่าวหาว่ากรณีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ส่งผลให้การลงคะแนนไม่เป็นไปโดยตรง และโดยลับ ตามเจตนารมณ์ มาตรา 85 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่วนกลุ่ม สว.สำรองยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ นอกจากนี้ให้ลงโทษจำคุกผู้บริหาร กกต.ตามกฎหมายด้วย เนื่องจากส่อทุจริตต่อการเลือกตั้ง

2.) กลุ่ม “นับคะแนนใหม่” โดยพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน (ปชน.) และผู้สมัคร สส.ทั้ง 2 พรรคนี้ และอีกหลายพรรคการเมือง เบื้องต้นอยู่ในกลุ่มนี้ ยื่นเรื่องต่อสำนักงาน กกต.ให้ดำเนินการเปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยเร็ว และตรวจสอบกรณีข้อร้องเรียนต่าง ๆ บางกลุ่มต้องการให้นับคะแนนใหม่เฉพาะหน่วย แต่บางกลุ่มต้องการให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ

3.) กลุ่ม “เลือกตั้งใหม่” มีภาคประชาชนบางส่วน รวมถึง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน.เคยให้สัมภาษณ์เมื่อ 15 ก.พ.ตอนหนึ่งว่า ขอให้ กกต.ยอมรับความผิดพลาดในการจัดเลือกตั้งที่เกิดขึ้น และเร่งรีบแก้ไขโดยไม่ต้องประวิงเวลารอจนกว่าศาลจะมีคำสั่ง คือเร่งสั่งให้มีการทำลายบัตรโดยเร็วที่สุด และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่โดยเร็วที่สุด น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และควรดำเนินการทันที โดยมีอดีตผู้สมัคร สส.ปชน.บางคน ยื่นเรื่องไปยัง กกต.กลางแล้ว

4.) กลุ่ม “ปกป้อง กกต.” นำโดยภาคประชาชนบางส่วน กลุ่มอนุรักษนิยมบางส่วน และที่เปิดหน้าคือ “สนธิญา สวัสดี” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยทำหนังสือสนับสนุน กกต. ให้จัดการเอาผิดพวกปล่อย “เฟกนิวส์” ในเรื่องคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ที่มีการปลุกปั่นในสังคม นอกจากนี้เขายังยืนยันว่า “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” จำเป็นต้องมีบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกัน “บัตรผี”

ทั้งหมด คือความเคลื่อนไหวภาคประชาชน-พรรคการเมือง “หนุน-ต้าน” การจัดเลือกตั้ง 69 โดยเฉพาะเงื่อนปมน้ำผึ้งหยดเดียวอย่าง “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” ที่ลุกลามบานปลายอยู่ในขณะนี้ 

ส่วนบทสรุปข้อเท็จจริงจะออกมาหน้าไหน คงต้องรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันต่อไป