เงื่อนปม “บัตรเลือกตั้ง 69” ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังโดนฝ่ายการเมือง และภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในตอนนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงทั้งจากที่ตรวจสอบพบ และฝ่ายสำนักงาน กกต.ชี้แจง อย่างน้อย 3 ประเด็นดังนี้
1.) ในบัตรเลือกตั้งทั้งแบบ สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และออกเสียงประชามติ มี “มาตรการตรวจสอบ” เพื่อป้องกันการปลอมแปลง และบัตรเขย่งทั้งหมด โดยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มา มีมาตรการเหล่านี้จริง แต่อาจไม่ใช่ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ส่วนเป็นมาตรการอะไร ไม่มีการเปิดเผย
2.) บัตรเลือกตั้ง สส.เขต ปรากฏ “คิวอาร์โค้ด” ส่วนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ปรากฏ “บาร์โค้ด” โดยฝ่าย กกต.อ้างว่า เป็นมาตรการเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและบัตรเขย่งข้างต้น โดยยอมรับว่าสามารถสืบค้นไปยังต้นขั้วได้ แต่ยืนยันการลงคะแนนยังเป็นไป “โดยตรง” และ “โดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญทุกประการ
3.) ล่าสุด มีการแห่แชร์กรณีมีการนำข้อมูลจาก “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” สืบค้นไปถึงต้นขั้วเพื่อดูข้อมูลส่วนตัวของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง มีการนำข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวมาขายเป็นแพ็คเกจผ่านทางช่องทางออนไลน์แล้ว โดยสนนราคาเริ่มต้นแค่หลักร้อยบาทเท่านั้น
เบื้องต้น กรุงเทพธุรกิจ นำเสนอข้อมูลไปแล้วว่า บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบนั้น สำนักงาน กกต.ใช้งบประมาณปี 2569 เพื่อว่าจ้างเอกชนด้วย “วิธีเฉพาะเจาะจง” จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ รวมวงเงินกว่า 148 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.) จ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 56,100,000 ฉบับ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง (ซ) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง กำหนดราคากลาง 86,955,000 บาท โดยพิจารณาจากเกณฑ์ราคา ใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด 2 วัน โดยวันที่อนุมัติรายงานขอซื้อขอจ้าง 29 ธ.ค. 2568 และวันที่ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา 30 ธ.ค. 2568 โดยมีบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้ชนะ ด้วยวงเงิน 81,345,000 บาท ลงนามโดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
2.) จ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 56,100,000 ฉบับ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง (ซ) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง กำหนดราคากลาง 75,735,000 บาท โดยพิจารณาจากเกณฑ์ราคา ใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด 2 วัน โดยวันที่อนุมัติรายงานขอซื้อขอจ้าง 29 ธ.ค. 2568 และวันที่ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา 30 ธ.ค. 2568 โดยมี บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะการเสนอราคา ด้วยวงเงิน 67,320,000 บาท ลงนามโดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
ทั้งนี้ ในเอกสารแสดงวงเงินงบประมาณทั้งของบัตรเลือกตั้ง สส.เขต และบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ระบุวงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรกว่า 140 ล้านบาท แต่เคาะราคากลาง 26 ธ.ค. 25668 (มีว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธานกรรมการกำหนดราคากลาง) โดยบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อเคาะราคากลาง 86,955,000 บาท ส่วนบัตรเลือกตั้ง สส.เขตเคาะราคากลาง 75,735,000 บาท ระบุแหล่งที่มาของราคากลางจาก 3 บริษัท คือ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และโรงพิมพ์อาสาดินแดน กรมการปกครอง
เท่ากับว่าเอกชน-รัฐวิสาหกิจที่ถูก “นำสืบ” ราคากลางดังกล่าว ได้งานพิมพ์บัตรกันไป 3 รูปแบบในการเลือกตั้ง 69 กล่าวคือ 1.บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้ชนะได้รับการคัดเลือก 2.บัตรเลือกตั้งแบบ สส.เขต บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก 3.บัตรออกเสียงประชามติ โรงพิมพ์อาสาดินแดน กรมการปกครอง เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก
อย่างไรก็ดีในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69 นั้น ไม่ปรากฏเอกสารร่างขอบเขตของงาน หรือ TOR ผ่านสาธารณะ ไม่ว่าบนเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง หรือเว็บไซต์สำนักงาน กกต.เองก็ตาม
ทว่าเมื่อสืบย้อนไปถึงการเลือกตั้ง 66 ในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ พบว่า มีการสืบราคากลางจาก 3 แหล่ง ได้แก่ 1.สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด
โดยในครั้งนั้นสำนักงาน กกต.ใช้วิธีการ “คัดเลือก” เอกชนผู้ชนะ โดยบัตรเลือกตั้ง สส.เขต มี บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ด้วยวงเงิน 37.75 ล้านบาท ส่วนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ มี บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด เป็นผู้ชนะการคัดเลือก 68.64 ล้านบาท (บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมการเสนอราคาเช่นกัน แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก)
ในเอกสารสืบราคากลางนั้น พบว่า แต่ละแหล่งที่มานำสืบราคากลาง มีการระบุถึงเงื่อนไขตาม TOR ที่จะต้องจัดพิมพ์ “มาตรการป้องกันการทุจริต” ด้วย เช่น บัตรเลือกตั้ง สส.เขต ปี 2566 ที่ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด เป็นหนึ่งในผู้สืบราคากลาง และเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกไป ระบุในใบเสนอราคาตอนหนึ่งว่า จะต้องมีการจัดพิมพ์มาตรการป้องกันการทุจริตตาม TOR ระบุ
ส่วนสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำใบเสนอราคา ระบุถึงการจัดทำ Security บางข้อว่า จะมีการพิมพ์ด้วยหมึกมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Invisible Ink) เว้นแต่จะตรวจสอบภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต มีการพิมพ์ข้อมูลหรือรหัสที่บัตรเลือกตั้งลงบนตัวบัตร โดยใช้หมึกที่มองไม่เห็น (Invisible Ink) หรือวิธีการอื่น รวมถึงจัดพิมพ์ด้วยหมึกหรือลวดลายหรือวิธีการอื่นลงบนตัวบัตร เพื่อป้องกันการปลอมแปลงด้วยวิธีการสแกนและการถ่ายเอกสาร เป็นต้น
นั่นแสดงให้เห็นว่ามาตรการป้องกันการทุจริตของสำนักงาน กกต.นั้น ดำเนินการมาอย่างน้อยในปี 2566 ก็ยังมีอยู่ แม้ว่าจะไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีการใช้ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” หรือไม่ แต่ในการเลือกตั้ง 69 ในการสืบราคากลางนั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดของผู้ถูกนำสืบราคาว่า จะมีมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างไร หรือมี TOR อย่างไร ก่อนจะปรากฏภาพภายหลังว่ามีการใช้ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” โดย กกต.อ้างว่าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงดังกล่าวออกมา
คำถามประการสำคัญคือ เหตุใดสำนักงาน กกต.ต้องใช้วิธีการในลักษณะ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” ทั้งที่ในการเลือกตั้งปี 2566 ไม่ปรากฏว่ามีการใช้วิธีการลักษณะนี้ แต่ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้ค่อนข้างเรียบร้อยในภาพรวม มีการสั่งนับคะแนนใหม่ไปราว 43 หน่วยเท่านั้น และไม่มีภาพการร้องเรียนอย่างหนักเท่ากับปี 69 ในตอนนี้
ใครคือคน “ต้นคิด” เรื่อง “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” แล้ววิธีการนี้สามารถนำสืบไปถึง “ต้นขั้ว” จนสามารถล่วงรู้ข้อมูลว่าใคร “กา” เลือกผู้ใดได้จริงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป อย่างน้อยในชั้นการยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือศาลปกครอง ชงศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ให้การ “เลือกตั้งโมฆะ” อยู่ในตอนนี้





