รัฐบาลภูมิใจไทยลงตัว ผนึก 14 พรรค รวม 295 เสียง ขณะที่ “กล้าธรรม” วืดร่วม ครม."อนุทิน 2" เผยล็อกกระทรวงเศรษฐกิจ-ความมั่นคงให้มืออาชีพ
ความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำอันดับ 1 ที่ได้เสียงจำนวน 193 ที่นั่ง เดินหน้าดีลพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการจากกรรมการบริหารพรรค ให้เป็นคีย์แมนในการประสานพรรคการเมืองต่างๆ
ทั้งนี้ระหว่างรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง นายอนุทินได้เดินหน้าดีลพรรคการเมืองต่างๆ โดยเริ่มเปิดปฏิบัติการ เชิญพรรคการเมืองขนาดเล็ก เข้าพบที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง และบรรดาพรรค 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่
จากนั้นวันถัดมา 13 ก.พ.อนุทิน ได้เชิญแกนนำพรรคเพื่อไทยเข้าหารือ นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ถือเป็นการแสดงความชัดเจนอย่างเป็นทางการในการจับขั้ว ระหว่างพรรคอันดับ 1 จำนวน 193 เสียง และพรรคอันดับ 3 จำนวน 74 เสียง
ขณะที่บรรดาพรรคการเมืองขนาดเล็ก และพรรค 1 เสียงอื่นๆ ได้ทยอยเข้าสนับสนุนรัฐบาลภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจคือ พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง เป็นคิวต่อไปที่จะมีการเชิญอย่างเป็นทางการ รวมถึงพรรคประชาชาติ 5 เสียง ที่ผนวกเข้ามากับพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง
ทำให้ล่าสุดพรรคที่ร่วมสนับสนุนรัฐบาลภูมิใจไทย มีจำนวน 14 พรรค รวม 295 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง และพรรค 1 เสียงอีก 7 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ และพรรคโอกาสใหม่
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจไม่ดึงพรรคกล้าธรรมจำนวน 58 เสียงเข้าร่วมรัฐบาล หลังจากท่าที ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค มีเงื่อนไขต่อรองในการเข้าร่วมรัฐบาล โดยต้องการกระทรวงสำคัญเพื่อบริหารงานต่อเนื่อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงต้องการกระทรวงมหาดไทยเพิ่มเติม
โดยพรรคกล้าธรรมอ้างถึงตัวเลขพรรคพันธมิตรขนาดเล็ก ที่สามารถรวบรวมเสียงมาสนับสนุนรัฐบาลได้รวมกับพรรคกล้าธรรมว่ามีถึง 80 เสียง ทำให้พรรคภูมิใจไทยเดินเกมรวบรวมพรรคขนาดเล็ก และพรรค 1 เสียงโดยตรง เพื่อเป็นการตัดเกมต่อรองของพรรคกล้าธรรม และไม่ดึงเข้าร่วมรัฐบาล
นอกจากนี้ยังมีประเด็น เรื่องพรรคประชาชาติ 5 เสียง ที่ขอพ่วงกับพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล คีย์แมนพรรคภูมิใจไทยไม่ปฏิเสธ แต่มีเพียงเงื่อนไขเดียวคือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี มีกรณีกับพรรคภูมิใจไทย ที่โยงกับคดีฮั้ว สว.ที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ที่คีย์แมนพรรคภูมิใจไทย มีเงื่อนไขจะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีให้นายภูมิธรรม เวชยชัย ด้วยเหตุผลเดียวกับ พ.ต.อ.ทวี
ทั้งนี้ การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล 14 พรรคถือว่าลงตัวแล้ว เหลือเพียงการเจรจาต่อรองเงื่อนไขเรื่องโควตากระทรวงต่างๆ ทำให้สูตรรัฐบาลภูมิใจไทย หรือ ครม.อนุทิน 2 ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคเล็ก และพรรค 1 เสียง รวม 295 เสียง และมีค่าเฉลี่ยในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีให้พรรคร่วมรัฐบาล คือจำนวน สส.8 เสียง ต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง
โดยภายในสัปดาห์นี้แกนนำพรรคภูมิใจไทยจะเชิญพรรคการเมืองคิวต่อไปในรายชื่อพูดคุยแนวทางรัฐบาล และเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกันรัฐบาลภูมิใจไทย โดยครม.อนุทิน 2 มีโจทย์ใหญ่ อยู่ที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมีปัญหาทั้งเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ทีมเศรษฐกิจต้องแสดงฝีมือ ความเป็นมืออาชีพที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่หาเสียงไว้อย่างรวดเร็วและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
โดยพรรคภูมิใจไทยวางตัว 3 แคนดิเดตรัฐมนตรีมืออาชีพ ไว้แต่ต้น ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นั่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นั่ง รมว.พาณิชย์ และกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นั่งรองนายกรัฐมนตรี ควบรมว.การต่างประเทศ
ขณะที่แกนนำคนอื่น อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ มีโอกาสนั่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น มีโอกาสนั่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนงานฟื้นฟูอุทยานแห่งชาติ ตามแนวชายแดน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มีโอกาสนั่ง รมว.อุตสาหกรรม
ในส่วนของโควตาพรรคร่วมรัฐบาล มีรายงานว่า การหารือระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีตามสัดส่วนเบื้องต้นคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะได้โควตารัฐมนตรีว่าการ 5 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเงื่อนไขให้นางศุภจี กำกับดูแลอีกชั้น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยเจรจาขอกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มเติม เพื่อผลักดันนโยบายสำคัญอีกด้านหนึ่ง จึงอาจต้องแลกกับกระทรวงอื่น ระหว่างกระทรวงแรงงาน หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ





