"กมธ.เศรษฐกิจ" วุฒิสภา ห่วง ดัชนีคอร์รัปชันไทย ตกต่ำ กระทบลงทุน พร้อมมองไทยอยู่ในภาวะต้มกบ แนะ "รัฐบาลใหม่" เร่งเครื่องแก้ศก. ห่วง ปี71 วิกฤตหนี้สาธารณะพุ่ง
ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ด้านการคลัง ใน กมธ.การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง ภาษีไทย ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาคที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฟังการเสวนาในครั้งนี้ด้วย อาทิ กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นต้น
โดย น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานอนุ กมธ.ด้านการคลัง กล่าวว่า ความท้าทายที่รอรัฐบาลชุดใหม่ คือปัญหางบขาดดุลต่อเนื่อง หนี้เพิ่ม ทั้งหนี้ครัวเรือ หนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และต้นทุนที่สูงสำหรับการทำเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนั้นสิ่งสำคัญคือ ความโปร่งใสของประเทศไทย ซึ่งองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ รายงานดัชนีว่าลำดับของไทยแย่ลงจากเดิม โดยปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 116 สะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
ด้านนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.คลัง ฐานะที่ปรึกษาประจำกมธ.เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มอาการต้มกบ เป็นลักษณะว่าเกิดความเสียหายต่อเนื่องอย่างช้า โดยขณะนี้พบว่าเด็กไทยเกิดใหม่น้อยลง ไม่เกิน 4 แสนคนต่อปี ส่งผลต่อแรงงานในอนาคตที่จะลดลง เช่นเดียวกับหลายประเทศเจอกับปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ในฝั่งตะวันตกแก้ไขโดยให้คนอพยพจากที่อื่นมาอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยอายุยืนขึ้น แต่รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าเมื่อเกษียณอายุต้องมีเงินเก็บมากกว่า 3 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลุ่มคนเกษียณที่มีเงินจำนวนดังกล่าวยังน้อยมาก
นายพิสิฐ กล่าวต่อว่า ตนขอให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหา โดยการกระตุ้นให้กลุ่มคนเจริญพันธุ์ยอมมีลูก ผ่านกลไกลดหย่อนภาษีจากปัจจุบันที่ช่วยเหลืออยู่ 30,000 บาท เป็น 500,000 บาท และเสนอให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7% เป็น 10 % โดยกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ ไม่ต้องเสียเวลาศึกษา เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 7%เท่านั้น
"ทั้งนี้ ส่วนต่าง 3%ที่เก็บได้ให้นำเข้าบัญชีประชาชนที่ซื้อของ โดยรัฐบาลจะมีเงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาทเก็บในรูปแบบกองทุนหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำไปอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุ เดือนละ 3,000 บาท สามารถช่วยเหลือค่าครองชีพที่สูง และเกิดการกระตุ้นจีดีพี"นายพิสิษฐ์ กล่าว
ขณะที่ นายวริทธิ์ พิพิธพจนการณ์ เลขานุการ อนุกมธ.ด้านการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศว่า ในปี 2569 คาดการณ์งบขาดดุลถึง 4.4 % แผนการคลังระยะปานกลางคาดการณ์ทิศทางหนี้สาธารณะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยจุดวิกฤตจะอยู่ที่ปี 2571 อยู่ที่ 69.78% จึงขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะออกชุดนโยบายเศรษฐกิจที่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจรูปแบบใหม่





