วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ไอติม’ ไม่ปฏิเสธ ปมถูกดันหัวหน้า ปชน.ใหม่ พร้อมรับทุกบทบาท

‘ไอติม’ ไม่ปฏิเสธ ปมถูกดันหัวหน้า ปชน.ใหม่ พร้อมรับทุกบทบาท

เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เรื่องใหญ่รายวัน” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง One31 ถึงกรณีเหตุปัจจัยใดทำให้ ปชน.พ่ายแพ้การเลือกตั้ง 69 ว่า วิเคราะห์ได้หลายสาเหตุ ถ้าฟันธงว่าปัจจัยใดสำคัญสุดคงพูดคุยกับประชาชนให้เยอะที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น วิเคราะห์ได้หลายสาเหตุ แต่ถ้าพูดถึงประเด็นโยกย้ายข้าราชการ และความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง เป็นเหตุผลว่าทำไม ปชน.ออกมาตรวจสอบข้อพิรุธการเลือกตั้ง 2-3 วันที่ผ่านมา ไม่ใช่เราไม่ยอมรับ เรายอมรับว่าแพ้ แต่ถ้าตรวจสอบจนคลายข้อสงสัยได้ ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงผลว่า ปชน.จะมาเป็นพรรคอันดับ 1 

ไอติม พริษฐ์ กล่าวว่า ที่เราทำไม่ใช่ไม่ยอมรับว่าเราแพ้ แพ้ชนะเรายอมรับได้ แต่เราคิดว่ามีความจำเป็นต้องปกป้องเสียงประชาชนทุกคน ไม่ว่าคนนั้นเลือกเราหรือไม่ ถ้าพบข้อพิรุธ ต้องตรวจสอบถึงที่สุด และในระบอบประชาธิปไตย อยากให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ามีความโปร่งใส เสรี และเป็นธรรม ถ้าหากประชาชนมีข้อกังขาอยู่ แล้วไม่คลายให้สิ้นข้อสงสัย ท้ายที่สุดสภาฯ ที่เข้าไป รัฐบาลที่ตั้งขึ้นมา จะมีคำถามค้างคาใจประชาชนตลอด อะไรที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำได้ และอยู่ในกรอบกฎหมายอยู่แล้ว ให้เกิดความกระจ่าง ทำเถอะ

เมื่อถามว่า เพราะ ปชน.ทำให้ “น้ำเงิน” โตขึ้น ทั้งที่เดิมฝ่ายอนุรักษนิยมกำลังจะหายไปอยู่แล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า อดีตเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในอดีตส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ตอนนี้หน้าที่ของเรา คือ เดินหน้าในการทำปัจจุบัน และอนาคตให้ดีที่สุด ต้องยอมรับว่าเรานำเสนอชุดนโยบาย และภาพอนาคตในฝัน นำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ หรือเลือกไม่ได้เยอะเพียงพอให้เราเป็นพรรคอันดับ 1 ได้ เราทำหน้าที่ฐานะฝ่ายค้าน ตรวจสอบป้องกันการเสียหายจากพรรครัฐบาล และเสนอวาระการเปลี่ยนแปลงสังคม คิดว่ากลไกในสภาฯ ที่มีอยู่ เราสามารถผลักดันได้ เรื่องประกันสังคมก็เรื่องหนึ่ง ชุดกฎหมายหลายอย่างที่เราเตรียมไว้ เช่น คะแนนความโปร่งใสเราตกในรอบ 10 กว่าปี เป็นสิ่งที่เราต้องแก้ไข เตรียม พ.ร.บ.ข้อมูลสาธารณะ เรื่องงบประมาณ จัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส เปิดเผย

“ปชน.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ชัดเจน ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งประกาศไว้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค พูดไว้ตอนแถลงว่า เป็นสิทธิพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล เราไม่เข้าไปร่วม” นายพริษฐ์ กล่าว

ส่วนความเหมาะสมของนายณัฐพงษ์ เทียบกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล รวมถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เสียใจรู้สึกผิด ไม่เห็นเพื่อน สส.เข้าสภาฯ อีกแล้วนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า วันเลือกตั้งอยู่กันตลอดคืนตอนนับผล แน่นอนประเด็นที่เราสังเกตเห็น มีหลายคนที่เราเห็นในรอบที่แล้ว บางคนทำงานได้ดีในพื้นที่ แต่รอบนี้ไม่ได้รับชัยชนะให้กลับเข้ามา เข้าใจความรู้สึกว่าเพื่อนร่วมเดินทาง สู้ในสภาฯ หลายคนทำหน้าที่ค่อนข้างดี แต่ไม่ได้กลับเข้ามา แต่ภาพรวมต้องจำแนกว่า ประเด็นการรับผิดชอบกับผลการเลือกตั้ง พรรค ปชน.ทำงานเป็นทีม และเราร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกันว่า ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่เราไม่เคยมองว่า ความรับผิดชอบควรตกกับใครคนใดคนหนึ่ง แน่นอนนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ประกาศก่อนการเลือกตั้ง เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แต่การรับผิดชอบ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

“ส่วนกรณีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค ไม่ได้พูดถึงผลลัพธ์การเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องคดี 44 สส. ถ้าเรื่องไปถึงศาล แล้วศาลรับไว้พิจารณา แล้วศาลไม่มีคำสั่ง ทำให้อดีต 44 สส.ก้าวไกล ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยมี 10 ว่าที่ สส.ปชน.ในสภาฯ จะต้องโดนหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย ดังนั้นประเด็นนั้นมากกว่าถ้าถึงจุดนั้นจะพิจารณาเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เพื่อให้บุคลากรของพรรคเข้าไปทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ต้องแยกคนละประเด็น” นายพริษฐ์ กล่าว

ถามย้ำว่า นายศรายุทธิ์ ระบุว่าเป็นไปได้ที่นายพริษฐ์ จะมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชน.แทน โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า เอาข้อเท็จจริงก่อน สิ่งที่ นายศรายุทธิ์ตอบ เป็นไปได้หากคดี 44 สส.เดินหน้า แล้วนายณัฐพงษ์ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจมีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ให้บุคลากรของพรรคไปทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องตัวบุคคลใด ๆ เลย ก็ไม่แน่ใจว่า ไปด่วนสรุปว่าเป็นใครได้อย่างไร ท้ายสุดแล้ว ไม่ได้ขึ้นกับ นายศรายุทธิ์ คนเดียวด้วย ใครมาเป็นหัวหน้าพรรค ต้องหารือกับสมาชิกพรรคในวงกว้างด้วย และสร้างกระบวนการที่มีส่วนร่วม

คิดว่าพร้อมหรือไม่ถ้าต้องเป็นหัวหน้าพรรค หรือไปตำแหน่งอื่นก่อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า คิดว่าบุคลากรทุกคนในพรรคพร้อมทำหน้าที่ในบทบาทที่ได้รับมอบหมายจากสมาชิกพรรค ไม่ว่าบทบาทนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม

“เราต้องทบทวนว่า วิเคราะห์เรื่องนี้เพราะอะไร คือ คดี 44 สส.ต้องย้ำอีกรอบว่า สิ่งที่อดีต 44 สส.ดำเนินการไป ไม่ควรนำไปสู่การหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือตัดสินทางการเมือง กฎหมายที่นำเสนอเข้าไป ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในเนื้อหาสาระ ไม่ควรนำไปสู่การลงโทษ ผ่านการตัดสิทธิทางการเมือง ประเด็นนี้ต้องย้ำ และตั้งหลักกับสังคม ถ้าให้สื่อสารอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอสื่อสารเรื่องนี้ ยืนยันว่า 44 คนของเราไม่ควรถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ และตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต” นายพริษฐ์ กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์