เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมาเพื่อขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 อย่างเคร่งครัด โดยกล่าวว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 140 กำหนดไว้ชัดเจนว่าบุคคลที่จะร้องคัดค้านนับคะแนนใหม่หรือตรวจสอบจะต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิ์ในเขตการเลือกตั้งนั้น ๆ เป็นบุคคลที่สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งนั้น หรือพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครลงเขตเลือกตั้งนั้น ๆ จึงนำมาให้ กกต.ประกอบการพิจารณาวินิจฉัย
นายสนธิญา กล่าวว่า ส่วนกรณี จังหวัดชลบุรีเขต 1 หากไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ตนกราบเรียนมาเบื้องต้น ขอให้ กกต.ไม่เปิดหีบเพื่อที่จะนับใหม่ และให้ดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่กระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ขณะที่พรรคการเมืองหากจะเรียกร้องหรือดำเนินการประการหนึ่งประการใดก็ขอให้แสดงตัวให้ชัดเจน
จุดประสงค์ในการดำเนินการครั้งนี้เพราะต้องการให้ กกต.ดำเนินการเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในทุกข้อทุกมาตรา ตนเองไม่เห็นด้วยกับการใช้นอกระบบโดยเฉพาะการชุมนุมประท้วงแล้วทำให้เกิดความล่าช้าและความไม่สงบเรียบร้อย พร้อมมยืนยันว่าตนเองไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามมติของประชาชนคนไทย 52 ล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิ์
"ถ้าประชาชนเห็นว่าการเลือกตั้งแล้วมีการรับเงินจ่ายเงินก็ถือว่าคนไทยทั้งประเทศจะต้องรับกรรมสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือการได้รัฐบาลที่มีการทุจริตคอรัปชั่น" นายสนธิญา กล่าว
นายสนธิญา กล่าวอีกว่า กกต.ไม่ต้องเกร็งถึงการชุมนุม ตนเองยินดีที่จะยืนข้างหากกระทำการเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร แค่ตนเองไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ แต่มีส่วนได้เสียกับประเทศชาติที่จะต้องให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีที่มีข้อสังเกตว่าอาจมีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง นายสนธิญา กล่าวว่า ต้องแสดงตัวอย่างชัดเจน เขามีสิทธิ์เต็มที่ พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งลงสมัครในเขตนั้น ๆ มีปัญหาบัตรเขย่งหรือซื้อเสียงสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ขอให้ออกมาข้างหน้าไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลัง พรรคที่ชนะจะทำยังไงให้ตนเองไม่นับคะแนนใหม่ พรรคที่แพ้ก็ตรวจสอบว่าการนับคะแนนที่ผ่านมาสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ส่วนที่บอกว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชนก็ถือว่าถูกต้อง แต่สิทธิ์นั้นต้องไม่ไปก้าวก่ายหรือไปไม่ไปละเมิดสิทธิ์ กกต.สำหรับการประชุมของ กกต.เรื่องปัญหาจังหวัดชลบุรี เขต 1 ตนเองไม่คาดหวังอะไร แต่ไม่สนับสนุนให้เปิดนับคะแนนใหม่ในทุกจังหวัด หากไม่เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีประชาชนอ้างว่าไม่รู้ว่ากระทำผิดกฎหมายอาญา นายสนธิญา กล่าวว่า ไม่ใช่บอกว่าทำผิดแล้วไม่รู้กฎหมาย เข้าใจว่าที่จังหวัดชลบุรีเป็นปัญญาชน เป็นน้อง ๆ ที่รู้กฎหมาย แต่ต้องยอมรับในสิ่งที่ตนเองกระทำเพื่อความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งทั่วประเทศเกือบแสนหน่วย หากเกิดความไม่สงบขึ้นและมีการนับใหม่งบประมาณที่ใช้ 8,700 ล้านบาท เราจะเอาจากไหน และจะทำอย่างไร
“ผมใช้สิทธิ์ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อให้กกต. พิจารณาวินิจฉัยผลจะออกอย่างไรสุดแต่คณะกรรมการจะพิจารณา ผมไม่ได้อ้างถึงพรรคการเมือง ผมไม่ได้ดีใจที่มีคนถูกจับถูกดำเนินคดี แต่ประเทศไทยต้องเดิน และต้องอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการกฎหมาย” นายสนธิญา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายสนธิญา ให้สัมภาษณ์ได้มีนายภิญโญ บุญเรือง ผู้สมัคร สว. ระดับจังหวัด ที่มายื่นหนังสือขอให้นับคะแนนใหม่ เข้ามาถามว่าแล้วใครบ้างที่จะสามารถยื่นให้นับคะแนนใหม่ได้
ทำให้นายสนธิญา กล่าวว่า ประชาชนในเขตเลือกตั้ง พรรคในเขตเลือกตั้ง สามารถทำหนังสือตรงถึง กกต. ดำเนินการได้อยู่แล้ว
จากนั้น นายภิญโญได้แย้งว่าทำไมคนนอกเขตถึงไม่ได้ ในเมื่อกฎหมายกำหนดว่าหากการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมคนทั่วไปสามารถดำเนินการยื่นร้องได้
นายสนธิญา ชี้แจงว่าการสัญญาว่าจะให้ การทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และการขอนับคะแนนใหม่เป็นคนละเรื่องกัน ทำให้เกิดการโต้เถียงกันไปมาประมาณ 2 นาที ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปยื่นหนังสือ
- ประชาชนปลาถุงปลาร้าใส่ กกต.ตำหนิจัดไม่ดี แต่ไม่อยากให้เลือกตั้งใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กกต. ว่า เกิดประชาชนปาถุงปลาร้าใส่กำแพงด้านหน้าสำนักงาน กกต. ภายหลังฟังนายสนธิญาแถลงข่าว และเดินเข้าไปยื่นหนังสือด้านใน โดยพบว่าเป็นอดีตครูสอนเทนนิส และถึงกับร้องไห้ พร้อมบอกว่าไม่พอใจการทำงานของ กกต. ที่จัดการเลือกตั้งแบบนี้ เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก ไม่อยากให้มีการนับคะแนนใหม่ เพราะหากนับคะแนนใหม่ก็ต้องเสียงบประมาณไปอีก ยืนยันว่า ไม่มีใครว่าจ้างหรือมีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง แต่เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่พอใจการทำงานของกกต. เท่านั้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวขึ้นรถไปดำเนินคดีที่ สน. ทุ่งสองห้อง
สำหรับบุคคลรายนี้เคยเข้ามาปาปลาร้าถึงในสำนักงาน กกต. แล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2566 ครั้งนั้นเข้ามาได้ถึงในบริเวณสำนักงาน กกต. จุดรับเรื่องร้องเรียน เพื่อตำหนิการทำงานของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อปี 2566





