ปรากฏการณ์ “นับใหม่ทั้งประเทศ” กลายเป็นกระแสสังคมที่แปลงเป็นการปฏิบัติ เพื่อกดดัน “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” มีมติ และสั่งให้ “กกต.จังหวัด” นับคะแนนเลือกตั้ง เมื่อ 8 ก.พ.69 อีกครั้ง เพื่อหวังยืนยันในคะแนนของประชาชนที่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้ เกิดจากการรวมตัวของ “ประชาชน” เพื่อประท้วงการนับคะแนน ในเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ปทุมธานี เพราะไม่เชื่อมั่นต่อผลการนับคะแนนของ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ว่าทำโดยโปร่งใสจริง เพราะมีพฤติการณ์แวดล้อมที่บ่งบอกได้ เช่น นำถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้สังเกตการณ์การนับคะแนน
นอกจากนั้น ยังมีสถานการณ์ที่ผสมโรง คือที่ จ.ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 และ เขตเลือกตั้งที่ 3 ที่พบพิรุธเกี่ยวกับคะแนนเลือกตั้ง และขอให้นับคะแนนใหม่ ทว่าสถานการณ์คุกรุ่น เพราะการจัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งส่อแววไม่โปร่งใส จนเกิดการปิดล้อมพื้นที่เก็บหีบบัตร โดยเหตุการณ์ที่ จ.ชลบุรี ยืดเยื้อต่อเนื่องถึงวันนี้
ขณะเดียวกันกับความเคลื่อนไหวของ “พรรคประชาชน” ผู้นำพรรค “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ออกมายอมรับผลเลือกตั้งที่พรรคประชาชนไม่ชนะเป็นอันดับหนึ่ง แต่ในคำพูดที่ว่า “แพ้ได้ แต่ถูกโกงไม่ได้” และมองว่า “การสั่งให้นับคะแนนใหม่ทั้งจังหวัดหรือทั้งประเทศอยู่ในวิสัยที่ทำได้” ทำให้กลายเป็นประเด็นโหมกระแส “นับใหม่ทั้งประเทศ” เกิดขึ้น
โดย “พรรคประชาชน” เป็นพรรคแรกที่ให้ “ผู้สมัคร สส." ยื่นเรื่องไปยัง “กกต.” ให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในเขตที่มีพิรุธ อย่างน้อย 18 เขต
ทว่ากระแสเรียกร้องนับคะแนนใหม่ไม่ใช่เป็นประเด็นเฉพาะพื้นที่ หรือรายเขตที่มีปัญหา แต่กลายมาเป็นวาระทางสังคมที่ถูกขับเคลื่อนโดยมวลชนในนาม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ที่ก่อตัวเมื่อ 10 ก.พ.69 นัดชุมนุมที่หน้าหอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ก่อนจะนัดเครือข่ายให้รวมตัวที่ “สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ” ในช่วงสายของวันที่ 11 ก.พ.69 เพื่อเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้ง สส. ใหม่ทั้งประเทศ พร้อมกับเปิดเผยคะแนนรายหน่วยทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้พบพิรุธในกระบวนการหลายพื้นที่
ในข้อเรียกร้องที่ยื่นให้กับ “กกต.” พบความน่าสนใจต่อประเด็นการขอให้ กกต.ประกาศให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” และให้เลือกตั้งใหม่ในเขตที่นับคะแนนแล้ว พบว่าบัตรเลือกตั้งหาย หรือบัตรเขย่งเกินจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และขอให้ กกต.เร่งแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้น พร้อมทวงความรับผิดชอบของความผิดพลาด ด้วยการ “ลาออก”
โดย “ธีรภพ เต็งประวัติ” ตัวแทนกลุ่ม บอกด้วยว่า “การพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น มีแต่ความไม่โปร่งใส หาก กกต.ไม่ดำเนินการอะไรตามข้อเรียกร้อง จะยกระดับการชุมนุม”
เท่ากับว่าเป็นปัจจัยเร่งที่ “กกต.” ต้องชี้แจง และเร่งฟื้นความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งให้เร็ว ก่อนที่ “ม็อบ” จะขยายมวลชนไปสู่การประท้วงผลการเลือกตั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2562
ในครั้งนั้นเกิดปรากฏการณ์แฟลชม็อบสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน เพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ซึ่งนำโดย “พรรคอนาคตใหม่” ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหน้าพรรค การเลือกตั้งรอบนั้น มีข้อกังขาต่อการทำงานของ “กกต.” ชุดที่มี “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กกต. เรื่อง “คะแนนเขย่ง” และการเปลี่ยนสูตรคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ ที่ส่อเอื้อ “รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ได้อยู่ต่อ
แม้ว่าเหตุการณ์แฟลชม็อบ ในขณะนั้นจะแปลงจาก “การประท้วงผลการเลือกตั้ง” ที่มีข้อพิรุธ ไปเป็นการสนับสนุน “พรรคอนาคตใหม่-ธนาธร” ที่โดนคดียุบพรรค ในภายหลัง
หากนำมาเทียบกับปรากฏการณ์ ม็อบนับใหม่ทั้งประเทศ ที่ก่อหวอดในขณะนี้ อาจไม่ได้ยุติลงได้โดยเพียงแค่ประเด็นที่เปลี่ยนไป เพราะหากรอบนี้ตั้งต้นจาก “พลังบริสุทธิ์” ในพื้นที่ ที่ไม่ทนต่อ “ความเทา” ของเจ้าหน้าที่ กกต. ซึ่งแปลผล คะแนนของประชาชนบิดเบี้ยวไปจากเจตนารมณ์ของการเลือกผู้แทนเข้าสภาฯ
กอปรกับ ปฏิกิริยาของ “กกต.” ที่ไม่เร่งทำอะไรสักอย่างเพื่อดับอารมณ์ความโกรธเกรี้ยวของ “ผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไม่ถอย-ไม่ทน” อาจนำไปสู่ภาวะตึงเครียดทางการเมือง และลามไปสู่ผลกระทบอื่นๆ ได้ในอนาคต
กับประเด็นนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินไว้ด้วยว่า “หาก กกต. ยังไม่เร่งสร้างความชัดเจนต่อกระบวนการที่โปร่งใสประวัติศาสตร์มีมาให้เห็นแล้ว และอาจกระทบรุนแรงต่อสถานภาพของการเมือง หรือลุกลามไปสู่สถานการณ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง และภาพลักษณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งได้”
ในกรณีการเลือกตัวแทนเข้าไปสู่ระบบ “รัฐสภา” ก่อนหน้านี้มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว จาก “การเลือกกันเองของ สว.” ที่มีคดีฮั้ว โดย “กกต.” ฐานะผู้จัดการเลือก ไม่สามารถเคลียร์ประเด็นข้อครหาที่ชัดเจนได้ จนสังคมมีภาพจำที่ไม่ดีกับ “สว.” ชุดปัจจุบัน และมีผลสะเทือนต่อ ภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ
ดังนั้น กรณีเลือกตั้ง สส. หาก กกต.ยังคงทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งที่คลุมเครือ จนมีการตั้งคำถามว่า “โปร่งใสแบบใด?” ระวัง จะเป็นชนวนที่นำไปสู่การไม่ยอมรับ ที่ไม่ใช่แค่ “การเลือกตั้ง” แต่อาจหมายถึง “การไม่ยอมรับรัฐบาล-รัฐสภา” ที่ดูแล้วไม่เป็นผลดีต่อระบบการเมืองไทย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





