วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

จุดเพลี่ยงพล้ำที่ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” กลายเป็นพรรคที่มี สส.ต่ำกว่า 100 เสียง ต้องสูญเสียแชมป์ สส.ในภาคอีสาน และภาคเหนือ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่คนในค่ายแดงยอมรับตรงกันหลายคนคือ “ชินวัตร” เสื่อมถอยลง จากผลพวงการวางหมากพลาดของบรรดากุนซือนักรบห้องแอร์ในค่ายแดง รวมทั้งประเด็นชาตินิยม คนไทยยังลืมไม่ลงในเรื่อง “คลิปเสียงอังเคิล”

การปรากฏตัวของ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในหลายเวทีใหญ่ของพรรคเพื่อไทยในช่วงโค้งสุดท้าย ทำให้ผู้สมัครในแถบภาคอีสานพูดทำนองว่า “นายน้อย” ยังตอกย้ำให้คนยังไม่ลืมคลิปเสียงที่พูดคุยกับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกับคนชายแดนในภาคอีสานใต้

รวมทั้งปัจจัยใหญ่ที่  “พรรคเพื่อไทย” สูญเสียเมืองหลวงชินวัตร อย่าง “เชียงใหม่” อย่างราบคาบ จากการถูกพายุกระแสสีส้ม และพลังสีเขียวรุมถล่มอย่างหนัก จนไม่ได้ สส.สีแดงใน จ.เชียงใหม่ แม้แต่คนเดียว ถือเป็นผลงานที่เลวร้ายที่สุดนับแต่ “ไทยรักไทย” ก่อตั้งพรรคเมื่อปี 2541

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

เลือกตั้งทั่วไปในทุกครั้ง “คนชินวัตร” จะไม่พลาดเป้า สส.เชียงใหม่ เพราะเป็นเมืองบ้านเกิดของคนตระกูลชินวัตร แต่เลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 มันไม่ใช่แค่ครั้งแรก แต่มันสะเทือนเป็นสัญญาณเค้าลางให้เห็นตั้งแต่เลือกตั้งปี 2562 ที่พรรคสีส้มสามารถรุกคืบเข้า จ.เชียงใหม่ ได้ 1 เขต และต่อมา เลือกตั้ง ปี 2566 เพื่อไทย เกือบไม่รอดคว้ามาเป็น 2 เขตใน จ.เชียงใหม่

ขณะที่จังหวัดที่จะเห็นสีแดงยกจังหวัดที่เคยมีบ้างในภาคเหนือเมื่อ ปี 2566 กลับไม่เห็นสีแดงยกจังหวัดในปี 2569

พรรคเพื่อไทยพยายามถอดบทเรียนอยู่หลายครั้งตั้งแต่หลุดมาเป็นฝ่ายค้าน ด้วยการ “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ชู ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ คนชินวัตรเจน 3 ขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ต่อจากคนชินวัตรรุ่นก่อน

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

การวางยุทธศาสตร์แคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง 69 เกิดจากกลุ่มนักคิด แต่ไม่เคยปฏิบัติผ่านการเลือกตั้งจริงของกุนซือฝ่ายมันสมองข้างกายตระกูลชินวัตร ทำให้ “เรตติ้งแดง” ไม่สามารถพลิกฟื้นกลับมาอยู่ในสถานะเดิมมี สส.ในระดับไม่ต่ำกว่า 100 เสียงได้

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การเลือกตั้งรอบนี้มีการใช้ทั้งทุน และปัจจัยสรรพกำลังสูงมากกว่าทุกครั้ง และคาดว่าเครือข่ายสีน้ำเงิน และสีเขียว ที่ได้ สส.เข้าสภารวมกันราว 250 เสียงนั้น ลงทุนครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า หลักหมื่นล้านบาท บางเขตมีการใช้ปัจจัยสูงถึงเขตละ 80-100 ล้านบาท

ขณะที่ค่ายแดงใช้สรรพกำลังลงทุน ขยับเพิ่มเท่าตัว จากเดิมที่เคยใช้ 3,000 กว่าล้าน รอบนี้นายทุนของพรรคอัดยอดสูงขึ้นไปถึง 6,000 ล้านบาท ส่วนบางเขต มีการใช้ทุนทั้งการจัดเวทีปราศรัย และค่ายานพาหนะ ไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท ฉะนั้น ค่ายแดงลงทุนเยอะขึ้นก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานสรรพกำลังสูงของฝั่งรัฐบาลปัจจุบันได้

“การเลือกตั้งรอบนี้ จะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้มีการถอนทุนมโหฬาร หากพรรคเพื่อไทยไปเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รอนับถอยหลังได้เลย อายุรัฐบาลจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี เพราะจะมีการต่อรอง มีการลงทุน หากเข้าไปแล้ว จะยิ่งมีการขอโครงการมากขึ้น และสร้างความขัดแย้งกันภายในรัฐบาล ในกรณีที่พรรคเพื่อไทยไปร่วมรัฐบาล ถึงวันนี้ก็ยังเชื่อว่านายทุนของพรรคยังต้องการร่วมรัฐบาล แม้จะไม่ได้แต้มทางการเมือง แต่ได้งบประมาณ รอบหน้าให้ระวังจะเป็นพรรคต่ำกว่า 20 เสียง” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย ระบุ

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อกางสมการคณิตศาสตร์ทางการเมืองจากผลการเลือกกตั้งไม่เป็นทางการ "เพื่อไทย" กวาด สส.เข้าป้ายมาที่ 3 ได้ สส.เขต 58 ที่นั่ง บัญชีรายชื่อ 16 ที่นั่ง รวมมี สส. 74 คน หากต้องไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง และมีพรรคกล้าธรรม 58 เสียง อยู่ในสมการด้วย จะทำให้มีเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ถึง 325 เสียง เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งก็จริง แต่อำนาจการต่อรองภายในรัฐบาล ย่อมมีอยู่ตลอดเวลา

เพราะปัจจัยคือ มีพรรคตัวแปร คือ เพื่อไทย และกล้าธรรม คอยต่อรองเพื่อเอากระทรวงเกรดเอ ที่ตัวเองหมายมั่นให้ได้ ถึงแม้ว่าพรรคภูมิใจไทย จะครอบครองเก้าอี้เกรดเอไปหลายกระทรวงก็ตาม

“ภูมิใจไทย” จะมีเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ต่ำกว่า 21 ที่นั่ง บวกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรคเพื่อไทย หากร่วมรัฐบาล คาดว่าจะได้เก้าอี้รัฐมนตรี ราว 8 เก้าอี้ รวมมีตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พ่วงด้วย ขณะที่กล้าธรรม จะได้ลดหลั่นไปคือ 6 เก้าอี้

ขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสที่จะมีก๊กใดก๊กหนึ่งระหว่าง แดง และ เขียว อาจไม่ได้ไปด้วยกัน คือ จะมีก๊กใดก๊กหนึ่งต้องเป็นฝ่ายค้าน แน่นอนว่า โอกาสที่ “น้ำเงิน” จะแพ็กจับมือกับ “กล้าธรรม” มีสูง แต่ด้วยบริบทการเมืองที่เสียงยังไม่เข้มแข็งสูตรการดึง “พรรคเพื่อไทย”เข้าร่วมเพื่อตัดปัญหาเรื่องการต่อรองจากพรรคเล็กพรรคน้อยจึงยังมีความเป็นไปได้

แต่ปัจจัยเสี่ยงคือ สไตล์การทำงานของพรรคผู้กอง พร้อมแตกหักกับผู้มีอำนาจได้เสมอ เห็นได้จากเคยแตกหักกับ “ลุงตู่” มาถึง “ลุงป้อม” กระทั่งมาถึง “ทักษิณ ชินวัตร”

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

ฉะนั้นบริบทตรงนี้ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ จึงจำเป็นต้องคำนวณคณิตศาสตร์ทางการเมืองให้ลงตัว การเลือก “แดง” หรือ “เขียว” ร่วมรัฐบาล สูตรไหนจะทำให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ต่อเนื่องได้ยาวจนเกือบถึง 4 ปีเป็นอย่างต่ำ

ด้วยความเก๋า และเขี้ยวลากดิน “ครูใหญ่” เป็นทั้งนักปฏิบัติ และเป็นกุนซือวางหมากให้พรรคน้ำเงิน ย่อมต้องรู้จุดบอดทางการเมืองไม่ให้พรรคน้ำเงินต้องเพลี่ยงพล้ำ เห็นได้จากผลงาน การทุ่มสรรพกำลังเข้าเป้ากอบโกย สส.ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน บดบังไม่ให้ “ชินวัตร” มีที่ยืนได้ในทางการเมือง

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

กางสูตร ในกรณีพรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องเป็นฝ่ายค้าน แน่นอนว่า 2 ส.ในพรรคที่เป็นนายทุนของค่ายแดง ย่อมต้องไม่เห็นด้วยกับสูตรนี้ เพราะ สส.ในปีกของ 2 ส. มีจำนวนหนึ่ง แยกออกจาก สส.แดงพันธุ์แท้เพื่อไทย โดยคนในพรรคเพื่อไทยยังมองว่าหากยืนที่นั่งซีกฝ่ายค้านแน่นอนว่ายังสะสมแต้มทางการเมืองได้อีก แต่ก๊กของนายทุนอาจเกิดความอึดอัดใจได้

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

แต่หาก “เพื่อไทย” และ “ผู้มีอำนาจในค่ายแดง” ตอบรับคำเชิญร่วมรัฐบาลอนุทิน โอกาสที่จะไปต่อได้ย่อมมี แต่พรรคอาจกลายเป็น พรรคที่รอวันต่ำกว่า 70 เสียง ได้ในอนาคต จะไม่ใช่พรรคที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกต่อไป

ขณะเดียวกันต้องจับตาการนัดประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทยในวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.2569 ซึ่งพรรคได้ระดมเรียกผู้สมัคร สส.ทั่วทุกภาคเข้ามาประชุมที่พรรคเพื่อไทย

คาดว่าจะมีการถอดบทเรียนครั้งใหญ่ แม้จะมีเสียงบ่นของผู้สมัครว่าไม่จำเป็นต้องถอดบทเรียนอะไรซ้ำซากอีก

โมเดลอัดหนักในแถบภาคอีสาน ไม่ใช่เพิ่งส่งสัญญาณในการเลือกตั้งปี 2569 แต่ธนกิจการเมือง การใช้ทุนมโหฬารนั้น เคยชิมลางเมื่อปี 2566 เห็นได้จากการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ของพรรคสีน้ำเงินที่จากต่ำ 50 เสียง เป็นพรรคไซซ์กลาง จนเป็นพรรคขนาดใหญ่ในวันนี้

หลายเขตในภาคอีสาน ที่เคยเป็นฐานที่มั่นสีแดง อดีต สส.อีสานค่ายแดงเคยส่งสัญญาณไปถึงบิ๊กเพื่อไทยแล้วว่า ให้ระวังการทุ่มกำลังหนักในการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ยกเครื่อง ‘เพื่อไทย’ เมื่อ ‘ยศชนัน’ ทำไม่ได้ จับตา ‘แดง’ ลุ้นรัฐบาล

แล้วก็เป็นจริง 8 ก.พ. 2569 “เพื่อไทย”ถูกทะลวงค่ายแตกในหลายเขต เสื่อมมนต์ขลังลง “ชินวัตร” ใช้ไม่ได้ “เพื่อไทย” ขายนโยบายจุดแข็งเรือธงไม่ออก “ยศชนันทำไม่ได้” ใน พ.ศ.นี้

สูญสิ้นทั้งแชมป์เลือกตั้ง สูญเสียทั้งแชมป์ภาคอีสาน และภาคเหนือ ฐานที่มั่นของ “เพื่อไทย” มาแต่ปี 2544

“ยกเครื่องเพื่อไทย” คงใช้ไม่ได้แค่การเลือกตั้งระหว่างหาเสียง แต่ต้องยกเครื่องจริงจังได้แล้ว ชั่วโมงนี้สำหรับกุนซือห้องแอร์ในก๊กสีแดง เพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยเสื่อมถอยลงไปกว่านี้

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์