ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ รอบนี้ “พรรคประชาธิปัตย์”ในฐานะพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย กวาดสส.เข้าสภาฯได้ 22 คน แบ่งเป็น “สส.แบบแบ่งเขต” 10 คน ได้แก่ 1.พศิน ปิตุเตชะ เขต3 จ.ระยอง 2.สมชาติ ประดิษฐพร เขต 4 จ.สุราษฎร์ธานี 3.ทรงศักดิ์ มุสิกอง เขต 1 จ.นครศรีธรรมราช 4.พิทักษ์เดช เดชเดโช เขต 3 จ.นครศรีธรรมราช 5.กนกพร เดชเดโช เขต 4 จ.นครศรีธรรมราช
6.จอมไกร สวัสดิวงศ์ เขต 6 จ.นครศรีธรรมราช 7.กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณฌ์ เขต3 จ.ตรัง 8.กาญจน์ ตั้งปอง เขต 4 จ.ตรัง 9. จูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร เขต2 จ.สงขลา 10.ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง เขต 9 จ.สงขลา
ขณะที่ “12 สส.ปาร์ตี้ลิสต์” ที่เตรียมเข้าสภาฯ ได้แก่ 1.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 2.ชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 3.กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค 4.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค 5.ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค 6.อัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรค
7.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค 8.ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค (รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้) 9.สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค (รับผิดชอบพื้นที่กทม.)10.รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค 11.อิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค และ 12.สงกรานต์ จิตสุทธิภากร รองหัวหน้าพรรค (รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ)
ไล่ลึก “22 ตั๋วผู้แทนสีฟ้า”รอบนี้ แบ่งเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งปชป.ได้ “สส.ปาร์ตี้ลิสต์” เพิ่มจาก 3 ที่นั่งเป็น “12 ที่นั่ง” มาจากกระแสพรรคสีฟ้า และตัว “อภิสิทธิ์” ส่งผลให้กวาดคะแนนมาได้ 3,651,026 เพิ่มขึ้นจากรอบที่แล้วที่ได้ 925,349 คะะแนน
ขณะที่ ในส่วนของ “10 สส.เขต” มี 4 คน คือ ทรงศักดิ์ พิทักษ์เดช กาญจน์ และ ศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็น “สส.เดิม” ได้ต่อตั๋วผู้แทนอีกหนึ่งสมัย
ขณะที่อีก 6 คน ที่เหลือ มีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่ อาทิ “นายกต้อย” กนกพร มารดา “ชัยชนะ-พิทักษ์เดช” รอบนี้ลงสส.เขต แทนลูกชายที่ขยับขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ นอกจากนี้ ยังมี “อดีตสส.” และ “อดีตผู้สมัคร” ซึ่งพ่ายแพ้ในรอบที่แล้วมารอบนี้ สามารถล้างตาได้สำเร็จ
อาทิ “อดีตสส.อ้อย”สมชาติ ลูกชาย “กำนันเซ่ง” ดำรง ประดิษฐพร บ้านใหญ่ท่าโรงช้าง เมืองร้อยเกาะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ รอบนี้สางแค้นล้ม “สส.ตุด”พันธุ์ศักดิ์ บุญแทน แชมป์เก่าจากพรรคภูมิใจไทย ที่อยู่ในการดูแลของสุชาติ ชมกลิ่น และเป็นคู่แข่งในรอบที่แล้วได้สำเร็จ
วิเคราะห์ปัจจัย ที่ทำให้“สส.อ้อย” ล้างตาสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากกระแสพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ภาคใต้ อีกส่วนมาจากความไม่เป็นเอกภาพของ “แม่ทัพเมืองร้อยเกาะ” พรรคสีน้ำเงิน ระหว่างสาย“เฮ้ง” สุชาติ และสายบ้านใหญ่กาญจนะ นำโดย “ชุมพล-โสภา กาญจนะ”ที่ต่างฝ่ายต่างส่งคนของตัวเองลงชิง
จนกลายเป็นว่าไปดึงคะแนนกันเอง ส่งผลให้ “สส.อ้อย” สามารถล้างอาถรรพ์แลนด์ไถลเมืองร้อยเกาะ เข้าวินหนึ่งเดียวในที่สุด
ไม่ต่างจาก “จูรี”รอบที่แล้วลงชิงในนามพรรคกล้า ได้คะแนนมาเป็นลำดับ 2 ด้วยกระแสพรรคฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ จึงกลายเป็นตัวหนุน “ตีตั๋ว”เข้าสภาฯ สมัยแรกได้สำเร็จ
ที่เรียกเสียงฮือฮาในสนามปักษ์ใต้ หนีไม่พ้น “2 ว่าที่ผู้แทน”จ.ตรัง ที่เกิดปรากฎการณ์พรรคฟ้า “ล้มช้าง”
ทั้งเขต 3 “กฤตย์อิชย์” ที่สามารถล้ม “ลูกพี่ลูกน้อง” อย่าง“ท่ามเอ้ง”สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ลูกสาว “โกหนอ” สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ย่านตาขาว ภายใต้ชายคาภูมิใจไทย และเป็นแชมป์เก่า 2 สมัยได้สำเร็จ
ไม่ต่างจากเขต 4 คือ“กาญจน์” แห่งพรรคฟ้า ที่สามารถเอาชนะ “สจ.ล้าน”พิชัย เจริญศิริสุนทร อดีตสจ.กันตรัง และเป็นหลานชาย“โกเกี๊ยะ”พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ค่ายภูมิใจไทย ตีตั๋วเข้าสภาฯสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ
แน่นอนว่า ผลเลือกตั้ง 2 เขต จ.ตรัง ที่เกิดปรากฎการณ์“ล้มช้าง” นอกเหนือจากจะเป็นการตอกย้้ำศึกสายเลือด“ไตรภาค”ที่สู้กันเองในสนามการเมืองมา 3 รอบ ระหว่างตระกูลโล่สถาพรพิพิธแล้ว ยังเป็นเป็นการตอกย้ำศึกศักดิ์ศรีระหว่าง“พรรคฟ้า” ที่มี “นายหัว”ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแม่ทัพ และ“พรรคน้ำเงิน”ที่มี“โกหนอ-โกเกี๊ยะ”เป็นแม่ทัพอีกด้วย
ทว่า ในมุมกลับกัน หากวิเคราะห์ปัจจัยความพ่ายแพ้ของ“พรรคสีฟ้า” ในหลายสนามที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะสนามเมืองหลวงคือ กทม. รอบนี้ ปชป.ยังคงเผชิญอาถรรพ์ “กินศูนย์” เป็นรอบที่ 3 ต่อจากการเลือกตั้งปี 2562 และการเลือกตั้งปี 2566
นอกเหนือจากกระแส“พรรคส้ม” ที่ยังเป็นต่อในเขตเมือง จนสามารถปักธงสนามเมืองหลวงยกจังหวัดแล้ว
อีกส่วนอาจมาจากการ“ดึงคะแนน” กันเองของพรรคการเมืองใน“ขั้วอนุรักษนิยม” คือ “ประชาธิปัตย์” และ“ภูมิใจไทย” เห็นชัดในหลายเขตที่ทั้ง 2 พรรคมีคะแนนคู่คี่กันในลำดับ 2 และ 3 เมื่อคะแนนไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงกลายเป็นโอกาสของพรรคส้มในที่สุด
อาทิ เขต 1 ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ พรรคประชาชน ได้คะแนน มาเป็นลำดับ 1 ที่ 32,564 คะแนน ขณะที่ลำดับ 2 พีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี จากพรรคประชาธิปัตย์ได้ 14,018 คะแนน ทิ้งห่างลำดับ 3 คือ ลลิดา เพริศวิวัฒนา จากภูมิใจไทย ที่ได้ 13,661 คะแนน ห่างกันไม่ถึง 1 พันคะแนน
เขต 2 เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ จากพรรคประชาชน ได้คะแนนมาเป็นลำดับ 1 ที่ 37,055 คะแนน ขณะที่ลำดับ 2 พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ จากพรรคภูมิใจไทยได้ 15,002 คะแนน ทิ้งห่างลำดับ 3 เจษฎา เลิศธนสาร จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ 13,620 คะแนน เพียง 1 พันคะแนน
ยังไม่นับรวมอีกหลายเขต ซึ่งเห็นชัดว่า พรรคการเมืองใน“ขั้วอนุรักษนิยม” มีคะแนนคู่คี่สูสีจนชิงแต้มกันเอง สะท้อนถึงสาเหตุที่การเลือกตั้งรอบนี้ “พรรคสีฟ้า”ที่แม้จะเป็นพรรคกระแส คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว
แต่ก็ไม่ชนะในเขตเลือกตั้ง ที่แม้บางเขตจะเกิดปรากฎการณ์“ล้มช้าง” แต่บางเขตกลับเกิดปรากฎการณ์“ช้างล้ม”ในคราวเดียวกัน
โดยเฉพาะสนามกทม. ปชป.กลับยังไม่สามารถดึงคะแนนที่เสียไปให้กับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี2562 และพรรครวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้งปี 2566 กลับมาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยังไม่นับรวมอีกหลายเขตที่ “กระแส” แพ้ “กระสุน”
เป็นที่มาของตัวเลข “22 ตั๋วผู้แทน” พรรคสีฟ้า ในสมการการเมืองรอบนี้ ที่ดูเหมือนจะต่ำเป้า หากเทียบกับสถานะการเป็นพรรคที่เจนจัดการเมือง ในฐานะ“สถาบันการเมือง”ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย





