วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

'อรรถสิทธิ์' วิเคราะห์ 7 ปัจจัย 'ภูมิใจไทย' คว้าชัยเลือกตั้ง 69

'อรรถสิทธิ์' วิเคราะห์ 7 ปัจจัย 'ภูมิใจไทย' คว้าชัยเลือกตั้ง 69

"นักวิชาการธรรมศาสตร์"  วิเคราะห์ความสำเร็จ “พรรคภูมิใจไทย” คว้าชัยเลือกตั้งปี 69 พบยุทธศาสตร์ “รวมบ้านใหญ่-บ้านใหม่” อย่างมีประสิทธิภาพ คุมคะแนนเสียงไม่แตกแถว

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  วิเคราะห์การ "เลือกตั้ง 69" 8 ก.พ.2569 โดยระบุว่า ผลการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแกนการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับพื้นที่ โดยให้ความสำคัญไปที่การโหวตเชิงความมั่นคง และความใกล้ชิดระบบเครือข่ายอุปถัมภ์เชิงท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างไปจากการเลือกตั้งในปี 2566 ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากใช้การลงคะแนนเป็นสัญญาณเชิงการเมือง (political signal) ต่อโครงสร้างอำนาจและกติกาทางการเมือง  

นอกจากนี้ สิ่งที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการเลือกตั้งปี 2569 กับ 2566 คือระดับความเข้มของกระแสเชิงอารมณ์ทางการเมืองที่ลดลง และถูกแทนที่ด้วยการตัดสินใจแบบระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเมืองใหญ่ ซึ่งเริ่มให้น้ำหนักกับการบริหารปัญหาเฉพาะหน้า และเครือข่ายทางการเมืองที่ทำงานได้จริง ที่สำคัญก็คือ ยุทธศาสตร์การรวมบ้านใหญ่ และบ้านใหม่ของพรรคการเมืองที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวต่อว่าหากวิเคราะห์คะแนนเสียงที่ พรรคกล้าธรรม ได้รับ สะท้อนถึงปรากฏการณ์สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ คือ

1. พรรคกล้าธรรมแทบจะไม่มีนโยบายที่โดดเด่น ไม่มีการสื่อสารเชิงกระแส และไม่อยู่ในเวทีดีเบตหลัก ดังนั้นคะแนนที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากการแข่งขันเชิงนโยบาย หากแต่เป็นคะแนนจากโครงสร้างพื้นที่ และเครือข่ายตัวผู้สมัครเป็นหลัก กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนหนึ่งยังคงตัดสินใจจากความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ ความคุ้นเคย และบทบาทส่วนบุคคลของผู้สมัคร มากกว่าแบรนด์ของพรรค

2. คะแนนของพรรคกล้าธรรมสะท้อนว่า ระบบพรรคการเมืองไทยยังเปิดพื้นที่ให้พรรคขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้ หากสามารถฝังตัวอยู่ในโครงสร้างท้องถิ่นหรือเครือข่ายการเมืองเดิมที่มีฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม กล่าวในเชิงโครงสร้าง นี่คือ หลักฐานว่าการเมืองไทยยังไม่เป็นระบบพรรคแบบที่เลือกจากนโยบายเต็มรูปแบบ แต่ยังเป็น hybrid system ระหว่างการเมืองเชิงพรรคกับการเมืองเชิงตัวบุคคล

"สำหรับความสำเร็จของระบบบ้านใหญ่ พบว่าระหว่าง พรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย มีความแตกต่างกันที่ความสอดประสานระหว่างโครงสร้างพื้นที่กับยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยบ้านใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว แต่ถูกผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์พรรคระดับประเทศที่ให้พื้นที่แก่ผู้สมัครในฐานะผู้จัดการพื้นที่ ทั้งในเชิงทรัพยากร การจัดวางบทบาท เชิงอำนาจในกระทรวงมหาดไทย ประกอบกับการรวมบ้านทั้งใหญ่ทั้งใหม่ ส่งผลให้บ้านใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยยังสามารถรักษาความชอบธรรมในสายตาฐานเสียงท้องถิ่นได้" นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ พรรคเพื่อไทย มีจำนวนบ้านใหญ่น้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย และต้องเผชิญกับกระแสการเมืองระดับชาติที่เปลี่ยนไป และจากการแข่งขันภายในเชิงเครือข่ายในพื้นที่เดียวกันเอง ทำให้บ้านใหญ่ไม่สามารถผูกขาดพื้นที่ทางการเมืองได้เหมือนในอดีต ฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทยในหลายพื้นที่ รวมถึงหัวคะแนนในพื้นที่ เครือข่าย และตระกูลการเมืองไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต เช่น ภาคเหนือมีการเข้ามาของพรรคกล้าธรรม หรือภาคอีสานที่มีการเข้ามาของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงยังมาพร้อมกระแสชายแดนที่ไม่ได้สร้างความรู้สึกร่วมเฉพาะจังหวัดชายแดน แต่เป็นความรู้สึกร่วมของคนในภูมิภาคที่ต้องการความมั่นคง และการจัดการแบบเบ็ดเสร็จ จึงเป็นไปได้ที่คนจะเลือกเพิ่มเติมคะแนนให้พรรคที่สามารถจัดการตรงนี้ได้

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวถึง ปรากฏการณ์ที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งแต่กลับไม่ได้ที่นั่งในกรุงเทพมหานคร  ว่า กทม. เป็นพื้นที่การเมืองที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจเชิงนโยบาย และภาพลักษณ์ระดับชาติสูงกว่าความผูกพันเชิงตัวบุคคล หรือเครือข่ายพื้นที่ พรรคที่พึ่งพาโมเดลบ้านใหญ่ และเครือข่ายท้องถิ่นเป็นหลักจึงเสียเปรียบโดยโครงสร้าง ทั้งนี้ ความล้มเหลวใน กทม. ของพรรคภูมิใจไทยแม้จะไม่ได้สะท้อนว่าการบริหารประเทศของพรรคภูมิใจไทยถูกปฏิเสธโดยตรง หากแต่สะท้อนว่าแบรนด์การเมืองของพรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถตอบโจทย์โครงสร้างความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมืองใหญ่

"พรรคที่มีจุดยืนทางการเมืองระดับชาติที่ชัดเจน และสอดคล้องกับความคาดหวังด้านการปฏิรูปเชิงระบบ ในนัยนี้พรรคภูมิใจไทยจึงมีลักษณะการชนะเลือกตั้งแบบในปี 2539 คือ พรรคท้องถิ่นนิยมที่สามารถชนะตามในเขตต่างจังหวัดได้ และเข้ากุมอำนาจรัฐด้วยผลคะแนนเหล่านั้น" นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ในครั้งนี้ สะท้อนสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 7 ประเด็นด้วยกัน คือ

1. พรรคภูมิใจไทยมีสรรพกำลัง และการบริหารจัดการทางการเมืองที่ดีในระบบเขตเลือกตั้ง รวมถึงการจัดการแบบมุ่งเป้าไปที่ระบบ สส. แบบแบ่งเขต คือ ยุทธศาสตร์รวมบ้านที่เอาทั้งบ้านใหญ่ และบ้านใหม่ เข้ามารวมกันจนสามารถจัดการพื้นที่ได้ 

2. ความสามารถของระบบบ้านใหญ่ของแต่ละพื้นที่ มีเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น และหัวคะแนนที่เข้มแข็ง สามารถประเมินทิศทาง และทำให้คะแนนเสียงไม่แตกแถวได้

3. พรรคภูมิใจไทยมีหุ้นส่วนทางการเมืองที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น คือ พรรคกล้าธรรม หากสังเกตลึกลงไปจะพบว่า บางเขตที่ สส. พรรคภูมิใจไทยมีฐานเข้มแข็ง อีกพรรคจะไม่ทุ่มสรรพกำลัง โดยเป็นลักษณะความสัมพันธ์แบบนี้สลับกันไปมาของแต่ละเขต ซึ่งเป็นหนึ่งในความสามารถของการอ่านการเมืองในแบบฉบับของทั้งสองพรรค

4. พรรคภูมิใจไทยได้กระแสชาตินิยม และดึงกระแสภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพทางเศรษฐกิจผ่านการเปลี่ยนถ่ายไปที่เทคโนแครตในพรรค 3 คน เพื่อสร้างภาพลักษณ์การเมืองมืออาชีพซึ่งเติมเต็มส่วนที่ขาด และเป็นส่วนที่ต้องการจากฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วน

"วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีลักษณะเป็นพรรคไทยรักไทยในอดีตที่ประสบผลสำเร็จจากการรวมพรรค รวมบ้าน และมีทีมเศรษฐกิจ และพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคภูมิใจไทยในอดีตที่เป็นลักษณะของท้องถิ่นนิยม เข้ามาสวมรอยแทนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พรรคกล้าธรรม เน้นระบบจัดตั้ง กลไกความผูกพัน และวิธีการเชิงพื้นที่ เพื่อให้ได้มาซึ่ง สส. ระบบเขต จึงอาจกล่าวได้ว่า "​รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

5. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยได้มาด้วยกระแสชาตินิยม และการตัดสินใจโหวตยุทธศาสตร์ในกลุ่มคนเมือง ชนชั้นกลางในเมืองเป็นสำคัญ และอาจจะมีแรงเสริมจาก 3 เทคโนแครตอยู่บางส่วน

6. ด้วยเหตุที่ระบบเขตในต่างจังหวัดเข้มแข็งเช่นนี้ ทำให้พรรคประชาชน จึงทำได้แค่กระแส ขณะที่ระบบเขตที่ได้เพราะพึ่งกระแสที่ผ่านมาไม่ได้ต่อยอดในพื้นที่เพิ่มเติม การปันใจกลับไปหาคนที่ใกล้ชิดกว่า เห็นหน้าค่าตาในพื้นที่มากกว่า จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับพวกเขาในการไว้วางใจให้เข้ามาดูแลพื้นที่เขต ขณะที่ระบบพรรค (บัญชีรายชื่อ) ก็แบ่งไปให้พรรคที่มีกระแสของแต่ละภูมิภาคนั้นๆ 

และ 7. กระแสมีไม่มากพอที่จะดึงคนออกมาให้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งรอบที่แล้วได้ ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 75.71% แม้ในปีนี้จะมีคนออกมาใช้สิทธิประมาณ 65.07%  แต่ยังมีไม่มากพอที่จะทำให้ตัดสินใจทิ้งบ้านใหญ่ และคนใกล้ชิดในพื้นที่ได้ จึงส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์แบ่งเบอร์ แบ่งใจ กากบาทเขตอีกใบ กากบาทพรรคอีกใบเกิดขึ้น

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์