วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ชลบุรีโมเดล’ เขย่าเลือกตั้ง 69 ‘ส้ม-แดง’ รุกทวงความโปร่งใส

‘ชลบุรีโมเดล’ เขย่าเลือกตั้ง 69 ‘ส้ม-แดง’ รุกทวงความโปร่งใส

เกินกว่าเรียกคำว่า “ตำบลกระสุนตก” ไปแล้วสำหรับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น่าจะถึงขั้นถูก “มิสไซล์ถล่ม” เลยทีเดียว หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากผลงานการจัดเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา จนเกิดปรากฏการณ์ “กกต.มีไว้ทำไม?” กลับมาติดเทรนด์อีกครั้ง

ชนวนเหตุประการสำคัญที่ สำนักงาน กกต. กำลังถูกถล่มอยู่ในเวลานี้ เป็นเพราะผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ (นับแล้ว 95%) ที่ออกมา “พลิกล็อก” เหนือความคาดหมายหลายเขตเลือกตั้ง ส่งผลให้ “ค่ายน้ำเงิน” ผงาดแทบจะ “แลนด์สไลด์” กวาดไป 194 ที่นั่ง ส่วนแชมป์เก่าอย่าง “ก๊กส้ม” ได้ไปเพียง 116 ที่นั่ง ด้าน “ค่ายแดง” หนักสุด ทรุดฮวบต่ำร้อย ได้ไปเพียง 76 ที่นั่งเท่านั้น ขณะที่ “ค่ายเขียว” อย่างพรรคกล้าธรรม ขึ้นมารั้งอันดับ 4 ได้ สส.ไปมากถึง 57 ที่นั่ง

อย่างไรก็ดี มีหลายหน่วยเลือกตั้ง ตั้งแต่หลังปิดหีบนับคะแนนเลือกตั้ง หลัง 17.00 น.ของวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ลากยาวถึงกระบวนการรวมคะแนนรายเขต และขั้นตอนขนส่งหีบบัตร และอุปกรณ์เลือกตั้ง เกิดความไม่ชอบมาพากล ลากยาวตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.จนถึงปัจจุบัน    

มีหลายหน่วยเลือกตั้งเกิด “ไฟดับ” แต่มหัศจรรย์พันลึกพัดลมในหน่วยยังเปิดติดอยู่ หรือการเขียนผลการเลือกตั้งบนกระดาน สวนทางกับการขีดนับ รวมไปถึงคะแนนรวมของเขตเลือกตั้ง มากกว่าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ภาษาการเมืองเรียกว่า “บัตรเขย่ง” เป็นต้น

โดย “สารตั้งต้น” ของปรากฏการณ์ดังกล่าว คือ เหตุการณ์ที่หน่วยเลือกตั้งเขต 7 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีนักศึกษา มทร.ธัญบุรี ลุยเข้าไปในหน่วยเลือกตั้ง เรียกร้องให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เพราะพบเหตุการณ์ผิดปกติในการนับคะแนนเลือกตั้ง มีถุงดำมาคลุมกล้องวงจรปิด ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลคะแนนของผู้ชนะการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี กกต.ปทุมธานี รวมถึง กกต.ส่วนกลาง ชี้แจงกรณีนี้แล้วว่า เกิดการปล่อย “เฟกนิวส์” แต่ในข้อเท็จจริงการนับคะแนนใหม่ดังกล่าวไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการนับคะแนนใหม่ โดยผู้ชนะคือคนเดิม และมีการเปลี่ยนแปลงคะแนนเพียงเล็กน้อย 1-2 คะแนนเท่านั้น ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนตัวผู้ชนะแต่อย่างใด

“เราต้องตั้งหลักขอความกรุณาในการนำเสนอข่าวเหล่านี้ ท่านบอกว่านับคะแนน 2 รอบ รอบแรกคนนี้ได้ พอนับอีกได้อีกพรรค เปลี่ยนผลคะแนนมากมาย ไม่จริง ยืนยันชัดเจนว่าไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบางหมายเลข เช่น ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยบัตรของกรรมการ เรื่องของบัตรเสีย ประมาณนี้ แค่นั้น แตกต่างแค่ 1-2 คะแนนเท่านั้น ส่วนอื่นไม่ได้ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป” ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ชี้แจงวานนี้ (10 ก.พ.69)

ทว่าปรากฎการณ์ “ธัญบุรีโมเดล” เหมือนไฟลามทุ่ง จนกระทั่งช่วงเย็น 9 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากไปติดตามหีบบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งเขต 1 จ.ชลบุรี จนพบว่าถูกนำมารวมไว้ที่สนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี โดยพบความไม่ชอบมาพากลว่า กองที่รวมบัตรหน่วยต่างๆ ปิดผนึกไม่ถูกต้องตามระเบียบ กกต. จนประชาชนเริ่มไลฟ์สด และกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ประชาชนจำนวนมากรุดมาที่เกิดเหตุ และเรียกร้องให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้งคืน แม้ว่า กกต.จะส่งรองเลขาธิการ กกต.เป็น “ทัพหน้า” มาเจรจา แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง จนทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญหน้า และเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งกันทั้งคืน

นอกจากภาคประชาชนจะคอยเฝ้าจับตาเรื่องการนับคะแนน และขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งแล้ว ฟากพรรคการเมืองอย่างน้อย 2 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคเพื่อไทย แถลงเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ผิดปกติในหลายเขตเลือกตั้งด้วย

โดยเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (10 ก.พ.69) ปชน.ส่งทีมเฉพาะกิจไปยื่นเรื่องถึง กกต.ขอนับคะแนนใหม่ใน 10 เขตเลือกตั้ง ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น เขต 3 ลำปาง เขต 2 สุราษฎร์ธานี เขต 1 ชลบุรี เขต 1 นครราชสีมา เขต 13 ชัยนาท เขต 1 สมุทรปราการ เขต 6 ตาก เขต 1 สระบุรี เขต 1

ส่วนพรรคเพื่อไทย โดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค แถลงเรียกร้องให้ กกต.เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริง กรณีข้อร้องเรียนกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ส่อไม่โปร่งใส โดยพบข้อมูลหลายพื้นที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับความสุจริต โปร่งใสในการนับคะแนน ปัจจุบันพรรคกำลังรวบรวมข้อเท็จจริง และตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดในทุกเขต ภายใต้หลักฐาน และกรอบของกฎหมาย

จาก “ธัญบุรีโมเดล” มาถึง “ชลบุรีโมเดล” ลากยาวข้ามวันข้ามคืนถึงช่วงบ่ายวานนี้ (10 ก.พ.69) กกต.แถลงข่าวด่วน ชี้แจงสารพัดปมร้อนดังกล่าว 

โดย ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่า ประชาชนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ กระบวนการ “ยุบหีบ” เพื่อรวมคะแนนเลือกตั้ง เป็นไปตามระเบียบของ กกต.ทุกประการ ส่วนคะแนนผลการเลือกตั้ง จะมีการติดประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ ภาษาเลือกตั้งเรียกว่า ใบ สส.5/18 และ สส.5/18 มช.2 ซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณชน ตรวจสอบได้

รองเลขาธิการ กกต.รายนี้ ยังยืนยันอย่างน้อย 3 ครั้งในการแถลงข่าวด้วยว่า การแก้ไขผลคะแนนเลือกตั้งเป็นไปไม่ได้ เพราะมีการติดใบ สส.5/18 และ สส.5/18 มช. ไว้หน้าหน่วยเลือกตั้งแล้ว ส่วนเรื่องความไม่ชอบมาพากลระหว่างขนย้ายหีบบัตร หรือการยุบหีบรวมบัตรนั้น เป็นเรื่องในระหว่างกระบวนการ เบื้องต้น กกต.ชุดใหญ่ มีมติส่งรองเลขาธิการ กกต.ด้านการสืบสวนสอบสวน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ชลบุรีแล้ว นอกจากนี้ยังสั่งให้ ผอ.กกต.ประจำชลบุรี ส่งผลคะแนนภาพรวมทั้งจังหวัดเข้ามา เพื่อพิจารณา โดยทั้งหมดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 2 วัน

“หลังจากรวมผลคะแนนเรียบร้อย จะมีขั้นตอนกระบวนการเรียกว่า ยุบรวมหีบบัตร คือเอาหีบบัตรที่นับคะแนนจากทุกหน่วย มารวมกันในหีบเดียวกัน เพื่อเอาหีบเหล่านี้ไปเก็บรักษาที่ปลอดภัย เช่น สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่ปลอดภัย เก็บไว้จนกว่าพ้นระยะเวลาการร้องคัดค้าน คือ 2 ปี นี่คือ ขั้นตอนที่อยากให้เข้าใจก่อน” รองเลขาธิการ กกต.รายนี้ ยืนยัน

สำหรับประเด็นขอให้มีการ “นับคะแนน” หรือให้มีการจัด “เลือกตั้งใหม่” นั้น รองเลขาธิการ กกต.รายนี้ ยืนยันว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต.ชุดใหญ่ เท่านั้น โดยจะต้องพิจารณาที่มาจาก 2 ส่วน คือ 1.มีผู้ร้องเรียนคัดค้าน โดยจะพิจารณาจากพยานหลักฐานของผู้ร้อง พร้อมกับใบบันทึกประจำหน่วยเลือกตั้ง ที่ดำเนินการโดยกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) 2.ปรากฏความต่อ กกต.หรือ กกต.ยกเรื่องขึ้นมาไต่สวนเอง ซึ่งทั้ง 2 ที่มานี้ จะต้องผ่านมติ กกต.ชุดใหญ่ว่า จะสั่งการให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ หรือยกคำร้อง เป็นต้น

ส่วนคำถามว่าเหตุใดผลคะแนนในเว็บไซต์ ectreport69 ของ กกต. กับผลคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง ถึงไม่ตรงกัน หรือบางครั้งมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง กับคะแนนของผู้ชนะนั้น รองเลขาธิการ กกต.คนเดิม ยืนยันว่า การรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ทำไมรายงานผลผิดพลาด เข้าใจคำว่าไม่เป็นทางการหรือไม่ เพื่อความรวดเร็ว ผลแต่ละหน่วยพยายามส่งเข้าระบบ ผ่านอนุฯอำเภอ โดยใช้คะแนนจาก สส.5/18 ที่ติดประกาศหน้าหน่วย ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงผลคะแนนนี้ได้ 

ส่วนประเด็นทำไมมีการแก้ไข เมื่ออนุฯ ประจำอำเภอ รับรายงานผลแล้ว ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร คะแนนถูกหรือไม่ ต้องรีเช็กกับ กปน. บางอย่างในการคีย์คะแนนเข้ามาของ กปน.อาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลคะแนน สส.5/18 ที่ติดประกาศหน้าหน่วยได้

“สิ่งสมบูรณ์ที่สุดเรียกว่าประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ภาษาเลือกตั้งเรียกว่า สส.6/1 อันนี้คือ ทุกอย่างตรวจสอบถูกต้องครบถ้วน ออกมาเป็นประกาศ และลงนามโดย กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง ถึงเรียกว่าประกาศอย่างเป็นทางการ ต้องเข้าใจก่อน เพราะคำว่าไม่เป็นทางการ อาจคลาดเคลื่อนผิดพลาด กระบวนการส่งผลคะแนนเข้ามา ต้องมีอนุฯอำเภอกลั่นกรองตรวจสอบก่อน ถึงยืนยันว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง ย้ำอีกทีว่า ไม่มีใครสามารถแก้ไขผลคะแนนได้ ทุกอย่างยังติดประกาศต่อหน้าสาธารณชน ในหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วย ไม่มีใครสามารถทำอะไรอำเภอใจได้ ทุกอย่างมีกรอบของกฎหมาย กกต.ยืนยันว่า ยินดีให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และจะตรวจสอบทุกเรื่องที่มีกระบวนการที่สงสัย ไม่เข้าใจ” รองเลขาธิการ กกต.ระบุ

ทั้งหมดคือ ข้อมูลข้อเท็จจริง ระหว่างภาคประชาชน และพรรคการเมือง ที่เล็งเห็นถึงความ “ไม่ปกติ” ในการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา จนต้องทักท้วงคัดค้าน แต่เหมือนจะไม่เป็นผล จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “กกต.มีไว้ทำไม?” อยู่ในตอนนี้ ส่งผลสะเทือนหนักต่อ “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน ต่อองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง มายาวนานนับ 25 ปี ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544

ส่วนคำขวัญองค์กรอย่าง “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” น่าจะสิ้นมนต์ขลัง ไร้ความน่าเชื่อถือไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์