ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 ที่รอเพียงการประกาศรับรองจาก กกต.อย่างเป็นทางการ ตัวเลข สส.“ภูมิใจไทย” ซึ่งได้ สส.เขต 174 ที่นั่ง และสส.บัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง รวม 193 ที่นั่ง ผงาดสู่พรรคอันดับ 1 แม้แต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังเซอร์ไพรส์ว่า เป็นตัวเลขที่เกินจากที่คาดคิด และเป็นชัยชนะที่ยิ่งกว่า “แลนด์สไลด์”
ทว่าถึงนาทีนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า สมการรัฐบาลชุดต่อไปจะมี “พรรคสีน้ำเงิน” เป็นแกนนำอย่างแน่นอน ที่เหลือต้องลุ้นแค่ว่า ตัวเลขสุดท้ายที่ “ภูมิใจไทย” จะรวบรวมเสียงในสภาฯ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล จะมีมากน้อยเพียงใด
ภายใต้สูตรที่ถูกโยนหินถามทางออกมาในเวลานี้ สูตรแรก คือ สูตร “ไม่มีแดง” ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 + พรรคกล้าธรรม 57 + พรรคเล็ก รวมทั้งหมดเกินครึ่งสภาฯ 250 เสียงไม่มากนัก ถือว่าอยู่ในระดับ “ปริ่มน้ำ”
อีกสูตร คือ สูตร “มีแดง” คือ “น้ำเงิน+แดง+เขียว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง + พรรคเพื่อไทย 78 เสียง + พรรคกล้าธรรม 57 เสียง
ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาฯ ชนิดที่เรียกว่าแน่นปึกถึง "325 เสียง" ยังไม่นับรวมพรรคเล็กพรรคน้อย ที่อาจถูกดึงมาเป็นอะไหล่เสริมในสูตรนี้
จับสัญญาณ “อนุทิน” ที่โชว์ฟอร์มผู้นำที่ประนีประนอม ชื่นชม “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยว่า “ผมต้องนับถือเขา เขาไม่เคยพูดให้ร้ายคนอื่นเลย”
หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคน้ำเงิน” และ“พรรคแดง” ที่อนุทินระบุว่า "อยู่ในความคิด" เทียบเชิญร่วมรัฐบาล
ไหนจะตอบคำถามสื่อที่ว่า "ภูมิใจไทย" กับ “เพื่อไทย” เล่นกันแรง จนถูกมองว่าเป็นการเผาสะพานมิตรภาพระหว่างกัน แต่ “อนุทิน” ส่งสัญญาณเป็นนัยว่า "สะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีตั้ง 5 แห่ง เดี๋ยวก็มีแห่งที่ 6 แล้ว"
ไม่ต่างจากท่าทีแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า “ให้สิทธิพรรคลำดับ 1 ตั้งรัฐบาล”
ทำให้เห็นสัญญาณชัดถึงจังหวะก้าวย่างทางการเมือง ที่ให้น้ำหนักไปที่สูตรหลังมากกว่า
ขณะเดียวกัน โดยปกติการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลของบรรดาพรรคการเมืองทุกครั้ง สิ่งที่เป็นออปชันพ่วงไปกับการเปิดดีล “ร่วมรัฐบาล” คือ การจัดสรรโควตารัฐมนตรีให้แต่ละพรรค เพื่อซื้อใจในการร่วมรัฐบาล
โดยเฉพาะกระทรวง “เกรดเอ” ที่มีผลต่อการต่อยอด “คะแนนนิยม” และ “ตุนกระสุน” ทางการเมือง ของพรรคการเมืองนั้นๆ ที่จะกลายเป็นเค้กชิ้นโต และเป็นที่หมายปองของบรรดาพรรคการเมือง
ไหนจะ “โควตาคนนอก” เพื่อขายภาพการดึง “กูรูมืออาชีพ” เสริมทัพฝ่ายบริหาร เพื่อสร้างความชอบธรรม และความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลไปในคราวเดียวกัน
ในเวทีปราศรัยใหญ่พรรคภูมิใจไทยหลายเวที “อนุทิน” พูดอย่างชัดเจน หากได้เป็นรัฐบาล จะมี 3 รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อย่าง "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ“ รองนายกฯ และรมว.คลัง ”ศุภจี สุธรรมพันธุ์" รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วย “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย อยู่ใน ครม.อนุทิน อย่างแน่นอน
ฉะนั้นภายใต้เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลของ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ทะลุ 300 เสียง
แม้จะเป็นจุดแข็งด้านเสถียรภาพ แต่ก็มีจุดอ่อนที่จะตามมาคือ แรงต่อรองภายใน "พรรคร่วมรัฐบาล" ในการช่วงชิงเก้าอี้รัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 2”
หากเป็นไปตามสูตร 3 พรรค “รัฐบาลภูมิใจไทย” 325 เสียง ขณะที่เก้าอี้ใน ครม.มีเพียง 35 ที่นั่ง ไม่รวมเก้าอี้นายกฯ เมื่อนำ “เสียงทั้งหมด” หารด้วย “จำนวนเก้าอี้รัฐมนตรี” เท่ากับว่า ครม.อนุทินรอบนี้จะใช้สูตร “สส.9.5” ที่นั่งต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง ซึ่งโดยปกติ จะปัดเศษเป็น “10 ที่นั่ง” ต่อ “1 รัฐมนตรี”
อาจคำนวณโควตารัฐมนตรีได้ดังนี้ ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง จะได้โควตา 21 รัฐมนตรี เพื่อไทย 74 ที่นั่ง จะได้โควตา 8 รัฐมนตรี กล้าธรรม 58 ที่นั่ง จะได้ 7 รัฐมนตรี
หากเป็นสูตร 2 พรรคหลัก ภูมิใจไทย กล้าธรรม และพรรคเล็ก ไทยรวมพลัง 6 พลังประชารัฐ 5 เศรษฐกิจ 3 รวมไทยสร้างชาติ 2 เพื่อชาติ 2 ไทยสร้างไทย 2 และ 10 พรรค 1 เสียง รวมทั้งหมด 281 เสียง อาจคำนวณโควตารัฐมนตรี 8 สส. / 1 เก้าอี้รัฐมนตรี ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง จะได้โควตา 24 รัฐมนตรี กล้าธรรม 58 ที่นั่ง จะได้ 7 รัฐมนตรี
ขณะที่ท่าทีพรรคแกนนำอย่าง “ภูมิใจไทย” ตามสูตรที่ “นายกฯ อนุทิน” ในฐานะหัวหน้าพรรค ประกาศในการเลือกตั้งทุกครั้ง และยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาโดยตลอด คือ สูตร “สส.ยกจังหวัด” ปูนบำเหน็จด้วย 1 เก้าอี้รัฐมนตรี เป็นอย่างน้อย
ยิ่งเป็นจังหวัดใหญ่ หรือเป็นฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยด้วยแล้ว อาจต้องมี “ท็อปอัป” อีก 1-2 เท่าตัว
เมื่อเช็กพื้นที่ “ภูมิใจไทย” รอบนี้มีพื้นที่ ที่ได้ สส. “ยกจังหวัด” มากถึง 20 จังหวัด จากเดิมที่เคยได้ 8 จังหวัด ประกอบด้วย พิจิตร 3 เขต เพชรบูรณ์ 6 เขต อุทัยธานี 2 เขต อ่างทอง 2 เขต สิงห์บุรี 1 เขต อยุธยา 5 เขต บึงกาฬ 3 เขต บุรีรัมย์ 10 เขต สุรินทร์ 8 เขต ยโสธร 3 เขต
อำนาจเจริญ 2 เขต ปราจีนบุรี 3 เขต จันทบุรี 3 เขต ตราด 1 เขต เพชรบุรี 3 เขต ชุมพร 3 เขต ระนอง 1 เขตพังงา 2 เขต กระบี่ 3 เขต สตูล 2 เขต
ไหนจะจังหวัดที่เป็นพื้นที่ “บ้านใหญ่” บางพื้นที่อาจไม่ได้ สส.ยกจังหวัด แต่มี “สัญญาใจ” ล่วงหน้ากับ “คีย์แมนสีน้ำเงิน” ที่ต้องตอบแทนด้วยเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อแลกกับการร่วมงานการเมืองเช่นเดียวกัน
นับคร่าวๆ แล้ว เฉพาะ “โควตาภูมิใจไทย”กว่าจะจัดสรรปันส่วนลงตัว ก่อนนำรายชื่อ ครม.มาร่อนตะแกรงคุณสมบัติกันอีกหลายขั้นหลายตอน จนกว่าจะสะเด็ดน้ำ เชื่อได้ว่า ฝุ่นคงตลบกันจนวินาทีสุดท้ายแน่นอน
ไหนจะโควตา “พรรคร่วมรัฐบาล” ทั้ง “พรรคเพื่อไทย” 78 เสียง หากใช้สูตรคำนวณข้างต้น จะต้องได้โควตารัฐมนตรี 7-8 ที่นั่ง ไม่ต่างจาก “พรรคกล้าธรรม” ในฐานะพันธมิตรพรรคภูมิใจไทย มี สส. 57 เสียง จะต้องได้โควตารัฐมนตรี 5-6 ที่นั่ง เป็นอย่างน้อย
ท่ามกลางสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกโยนหินถามทางออกมาในเวลานี้ ยังเป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝั่งการเมือง กำลังเปิดฉากต่อรองอย่างเข้มข้น
จากนี้ต้องจับตา “ฉากการเมือง” และโฉมหน้าฝ่ายบริหารของรัฐบาล “ภูมิใจไทยพลัส” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ คนที่ 32 จะนำพารัฐบาลสีน้ำเงินไปจนครบวาระหรือไม่
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





