วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

ผ่า 'สูตร 325' รัฐบาลภูมิใจไทยพลัส’ ผสม 'ภท.+พท.+กธ.’ สายแข็ง

ผ่า 'สูตร 325' รัฐบาลภูมิใจไทยพลัส’ ผสม 'ภท.+พท.+กธ.’ สายแข็ง

ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 ที่รอเพียงการประกาศรับรองจาก กกต.อย่างเป็นทางการ ตัวเลข สส.“ภูมิใจไทย” ซึ่งได้ สส.เขต 174 ที่นั่ง และสส.บัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง รวม 193 ที่นั่ง ผงาดสู่พรรคอันดับ 1 แม้แต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังเซอร์ไพรส์ว่า เป็นตัวเลขที่เกินจากที่คาดคิด และเป็นชัยชนะที่ยิ่งกว่า “แลนด์สไลด์”  

ทว่าถึงนาทีนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า สมการรัฐบาลชุดต่อไปจะมี “พรรคสีน้ำเงิน” เป็นแกนนำอย่างแน่นอน ที่เหลือต้องลุ้นแค่ว่า ตัวเลขสุดท้ายที่ “ภูมิใจไทย” จะรวบรวมเสียงในสภาฯ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล จะมีมากน้อยเพียงใด 

ภายใต้สูตรที่ถูกโยนหินถามทางออกมาในเวลานี้ สูตรแรก คือ สูตร “ไม่มีแดง” ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 + พรรคกล้าธรรม 57 + พรรคเล็ก รวมทั้งหมดเกินครึ่งสภาฯ 250 เสียงไม่มากนัก ถือว่าอยู่ในระดับ “ปริ่มน้ำ”

อีกสูตร คือ สูตร “มีแดง” คือ “น้ำเงิน+แดง+เขียว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง + พรรคเพื่อไทย 78 เสียง + พรรคกล้าธรรม 57 เสียง 

ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาฯ ชนิดที่เรียกว่าแน่นปึกถึง "325 เสียง" ยังไม่นับรวมพรรคเล็กพรรคน้อย ที่อาจถูกดึงมาเป็นอะไหล่เสริมในสูตรนี้

ผ่า 'สูตร 325' รัฐบาลภูมิใจไทยพลัส’ ผสม 'ภท.+พท.+กธ.’ สายแข็ง

 

 

ผ่า 'สูตร 325' รัฐบาลภูมิใจไทยพลัส’ ผสม 'ภท.+พท.+กธ.’ สายแข็ง

จับสัญญาณ “อนุทิน” ที่โชว์ฟอร์มผู้นำที่ประนีประนอม ชื่นชม “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยว่า “ผมต้องนับถือเขา เขาไม่เคยพูดให้ร้ายคนอื่นเลย” 

หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคน้ำเงิน” และ“พรรคแดง” ที่อนุทินระบุว่า "อยู่ในความคิด" เทียบเชิญร่วมรัฐบาล

ไหนจะตอบคำถามสื่อที่ว่า "ภูมิใจไทย" กับ “เพื่อไทย” เล่นกันแรง จนถูกมองว่าเป็นการเผาสะพานมิตรภาพระหว่างกัน แต่ “อนุทิน” ส่งสัญญาณเป็นนัยว่า "สะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีตั้ง 5 แห่ง เดี๋ยวก็มีแห่งที่ 6 แล้ว"

ไม่ต่างจากท่าทีแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า “ให้สิทธิพรรคลำดับ 1 ตั้งรัฐบาล” 

ทำให้เห็นสัญญาณชัดถึงจังหวะก้าวย่างทางการเมือง ที่ให้น้ำหนักไปที่สูตรหลังมากกว่า 

ขณะเดียวกัน โดยปกติการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลของบรรดาพรรคการเมืองทุกครั้ง สิ่งที่เป็นออปชันพ่วงไปกับการเปิดดีล “ร่วมรัฐบาล” คือ การจัดสรรโควตารัฐมนตรีให้แต่ละพรรค เพื่อซื้อใจในการร่วมรัฐบาล 

โดยเฉพาะกระทรวง “เกรดเอ” ที่มีผลต่อการต่อยอด “คะแนนนิยม” และ “ตุนกระสุน” ทางการเมือง ของพรรคการเมืองนั้นๆ ที่จะกลายเป็นเค้กชิ้นโต และเป็นที่หมายปองของบรรดาพรรคการเมือง 

ไหนจะ “โควตาคนนอก” เพื่อขายภาพการดึง “กูรูมืออาชีพ” เสริมทัพฝ่ายบริหาร เพื่อสร้างความชอบธรรม และความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลไปในคราวเดียวกัน

ในเวทีปราศรัยใหญ่พรรคภูมิใจไทยหลายเวที “อนุทิน” พูดอย่างชัดเจน หากได้เป็นรัฐบาล จะมี 3 รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อย่าง  "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ“ รองนายกฯ และรมว.คลัง ”ศุภจี สุธรรมพันธุ์" รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วย “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย อยู่ใน ครม.อนุทิน อย่างแน่นอน

ผ่า 'สูตร 325' รัฐบาลภูมิใจไทยพลัส’ ผสม 'ภท.+พท.+กธ.’ สายแข็ง

ฉะนั้นภายใต้เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลของ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ทะลุ 300 เสียง 

แม้จะเป็นจุดแข็งด้านเสถียรภาพ แต่ก็มีจุดอ่อนที่จะตามมาคือ แรงต่อรองภายใน "พรรคร่วมรัฐบาล" ในการช่วงชิงเก้าอี้รัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 2”  

หากเป็นไปตามสูตร 3 พรรค “รัฐบาลภูมิใจไทย” 325 เสียง ขณะที่เก้าอี้ใน ครม.มีเพียง 35 ที่นั่ง ไม่รวมเก้าอี้นายกฯ เมื่อนำ “เสียงทั้งหมด” หารด้วย “จำนวนเก้าอี้รัฐมนตรี” เท่ากับว่า ครม.อนุทินรอบนี้จะใช้สูตร “สส.9.5” ที่นั่งต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง ซึ่งโดยปกติ จะปัดเศษเป็น “10 ที่นั่ง” ต่อ “1 รัฐมนตรี” 

อาจคำนวณโควตารัฐมนตรีได้ดังนี้ ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง จะได้โควตา 21 รัฐมนตรี เพื่อไทย 74 ที่นั่ง จะได้โควตา 8 รัฐมนตรี กล้าธรรม 58 ที่นั่ง จะได้ 7 รัฐมนตรี

หากเป็นสูตร 2 พรรคหลัก ภูมิใจไทย กล้าธรรม และพรรคเล็ก ไทยรวมพลัง 6 พลังประชารัฐ 5 เศรษฐกิจ 3 รวมไทยสร้างชาติ 2 เพื่อชาติ 2 ไทยสร้างไทย 2 และ 10 พรรค 1 เสียง รวมทั้งหมด 281 เสียง อาจคำนวณโควตารัฐมนตรี 8 สส. / 1 เก้าอี้รัฐมนตรี ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง จะได้โควตา 24 รัฐมนตรี กล้าธรรม 58 ที่นั่ง จะได้ 7 รัฐมนตรี 

ขณะที่ท่าทีพรรคแกนนำอย่าง “ภูมิใจไทย” ตามสูตรที่ “นายกฯ อนุทิน” ในฐานะหัวหน้าพรรค ประกาศในการเลือกตั้งทุกครั้ง และยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาโดยตลอด คือ สูตร “สส.ยกจังหวัด” ปูนบำเหน็จด้วย 1 เก้าอี้รัฐมนตรี เป็นอย่างน้อย 

ยิ่งเป็นจังหวัดใหญ่ หรือเป็นฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยด้วยแล้ว อาจต้องมี “ท็อปอัป” อีก 1-2 เท่าตัว

เมื่อเช็กพื้นที่ “ภูมิใจไทย” รอบนี้มีพื้นที่ ที่ได้ สส. “ยกจังหวัด” มากถึง 20 จังหวัด จากเดิมที่เคยได้ 8 จังหวัด ประกอบด้วย พิจิตร 3 เขต เพชรบูรณ์ 6 เขต อุทัยธานี 2 เขต อ่างทอง 2 เขต สิงห์บุรี 1 เขต อยุธยา 5 เขต บึงกาฬ 3 เขต บุรีรัมย์ 10 เขต สุรินทร์ 8 เขต ยโสธร 3 เขต

อำนาจเจริญ 2 เขต ปราจีนบุรี 3 เขต จันทบุรี 3 เขต ตราด 1 เขต เพชรบุรี 3 เขต ชุมพร 3 เขต ระนอง 1 เขตพังงา 2 เขต กระบี่ 3 เขต สตูล 2 เขต

ไหนจะจังหวัดที่เป็นพื้นที่ “บ้านใหญ่” บางพื้นที่อาจไม่ได้ สส.ยกจังหวัด แต่มี “สัญญาใจ” ล่วงหน้ากับ “คีย์แมนสีน้ำเงิน” ที่ต้องตอบแทนด้วยเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อแลกกับการร่วมงานการเมืองเช่นเดียวกัน

นับคร่าวๆ แล้ว เฉพาะ “โควตาภูมิใจไทย”กว่าจะจัดสรรปันส่วนลงตัว ก่อนนำรายชื่อ ครม.มาร่อนตะแกรงคุณสมบัติกันอีกหลายขั้นหลายตอน จนกว่าจะสะเด็ดน้ำ เชื่อได้ว่า ฝุ่นคงตลบกันจนวินาทีสุดท้ายแน่นอน 

ไหนจะโควตา “พรรคร่วมรัฐบาล” ทั้ง “พรรคเพื่อไทย” 78 เสียง หากใช้สูตรคำนวณข้างต้น จะต้องได้โควตารัฐมนตรี 7-8 ที่นั่ง ไม่ต่างจาก “พรรคกล้าธรรม” ในฐานะพันธมิตรพรรคภูมิใจไทย มี สส. 57 เสียง จะต้องได้โควตารัฐมนตรี 5-6 ที่นั่ง เป็นอย่างน้อย 

ท่ามกลางสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกโยนหินถามทางออกมาในเวลานี้ ยังเป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝั่งการเมือง กำลังเปิดฉากต่อรองอย่างเข้มข้น 

จากนี้ต้องจับตา “ฉากการเมือง” และโฉมหน้าฝ่ายบริหารของรัฐบาล “ภูมิใจไทยพลัส” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ คนที่ 32 จะนำพารัฐบาลสีน้ำเงินไปจนครบวาระหรือไม่

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์