เห็นสีหน้าดำคร่ำเครียดกันไปแล้ว สำหรับแกนนำ “พรรคส้ม” ในค่ำคืนแถลงผลการเลือกตั้ง 2569 ยอมรับ “ความพ่ายแพ้” ได้ที่นั่งไปราว 116 คน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงเกิน 200 เพื่อหวังจัดตั้ง “รัฐบาลพรรคเดียว”
โดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้ง และเดินหน้าเป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว ยืนหยัดจุดยืนเดิม คือ ไม่โหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ
หากสังเกตการ เลือกตั้งปี 2569 จังหวัดที่ ปชน.ปักธงได้ส่วนใหญ่ คือ “เมืองหลวง” อย่าง กทม. และจังหวัดใกล้เคียงในสถานะ “ปริมณฑล” โดยมีอย่างน้อย 3 จังหวัดเท่านั้นที่ “ส้ม” ยังคง “กระแสสูง” กวาดได้ยกจังหวัด ได้แก่ กทม. นนทบุรี ลำพูน
ส่วนจังหวัดที่ได้ สส.มากค่อนจังหวัด เช่น สมุทรปราการ ได้ 6 จาก 7 เขต (เลือกตั้งปี 2566 กวาดครบ 7 เขต) ปทุมธานี 5 เขต ชลบุรี 5 เขต (พ่ายแพ้ในเขต 1 ให้แก่ “สุชาติ ชมกลิ่น) แกนนำพรรคภูมิใจไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่+บ้านใหม่”) ภูเก็ตเหลือ 2 เขต (ปี 2566 ได้ยกจังหวัด 3 เขต) เชียงใหม่เหลือ 6 เขต (เดิมได้ 7 เขต)
กางสถิติการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ยุค “ก้าวไกล” เคยเป็นพรรคอันดับ 1 ได้จำนวน สส.ไป 151 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 112 ที่นั่ง ด้วยคะแนน 9,665,433 เสียง และ สส.บัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง ด้วยคะแนน 14,438,851 เสียง
แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 พบว่าได้ สส.รวม 116 ที่นั่ง โดยได้ สส.เขต 85 ที่นั่ง 8,437,906 เสียง และ สส.บัญชีรายชื่อ 31 ที่นั่ง ได้ไป 9,747,116 เสียง
เท่ากับว่า ปี 2569 พรรค ปชน. ได้จำนวน สส.โดยรวมลดลง 35 ที่นั่ง ตกมาเป็นพรรคอันดับ 2 แบ่งเป็น สส.เขตลดลง 27 ที่นั่ง คะแนนลดลง 1,227,527 เสียง โดยเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ลดลง 8 ที่นั่ง คะแนนเสียงมหาชน หรือป๊อปปูลาร์โหวต ลดลง 4,691,735 เสียง แต่ก็ยังได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ที่น่าสนใจ หลายพื้นที่หลายจังหวัดซึ่งเป็นฐานเสียง “บ้านใหญ่” เดิมปี 2566 แบ่งคะแนน “เขต” ให้ “บ้านใหญ่” ส่วน “ปาร์ตี้ลิสต์” กากบาทให้ “ส้ม” แต่ในการเลือกตั้ง 69 “บ้านใหญ่” กวาดหมดทั้ง 2 ใบ เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ฐานค่ายสีน้ำเงิน หรือพะเยา ฐานกล้าธรรม เป็นต้น
เบื้องต้นยังไม่มีการ “สรุปบทเรียน” ในเรื่องนี้ออกมาจาก ปชน.โดยตรง โดยคืนวันที่ 8 ก.พ.69 “เท้ง ณัฐพงษ์” อธิบายว่า ยอมรับในส่วนที่ว่า ผลการเลือกตั้ง ณ ตอนนี้ เราอาจไม่ใช่พรรคลำดับหนึ่ง เป็นไปตามที่ตน และแกนนำพรรคทุกคนเคยแสดงจุดยืนไว้ว่า เราต้องเคารพหลักการกระบวนการการเมืองในระบบรัฐสภา ให้พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน
“ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งทุกครั้ง คือ การหาทางออกของประเทศ ตราบใดที่ยังเชื่อในพลังของตัวเอง ยังออกมาใช้สิทธิใช้เสียง มีส่วนร่วมกับการเมืองเยอะๆ มั่นใจว่าไทยมีทางออก วันนี้ผม และทีมผู้บริหารพร้อมเดินหน้าต่อ รับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน” ณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามถึงผลการเลือกตั้งวันนี้ สะท้อนอะไรหรือไม่ หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอยู่แล้วในทุกการเลือกตั้ง ตนยังปรารถนาเห็นสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิมากเท่าเดิม หรือไม่น้อยลงกว่าเดิม สะท้อนเสียงประชาชนดีที่สุด โดยทุกๆ การเลือกตั้ง เป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชน ไม่อยากจะลงวิเคราะห์การเมืองวันนี้ เรายอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา ตราบใดที่ประชาชนไปใช้สิทธิ เราเคารพประชาชน
อย่างไรก็ดีมี “กูรูการเมือง” หลายคนทั้ง “อดีตด้อมส้ม-อดีตแฟนคลับส้ม” อธิบายเอาไว้สรุปข้อเท็จจริงได้ 3 ประการ คือ
1.) กระแส “ชาตินิยม” ที่ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มีการปลุกปั่นกันตั้งแต่ฐานเสียงท้องถิ่นระดับตำบล อำเภอ ไล่เลียงมาจนถึงระดับจังหวัด ส่งผลให้ประชาชนเลือก “ความมั่นคงแบบเดิม” มากกว่าเปลี่ยน “โครงสร้างการเมืองใหม่”
ที่น่าสนใจคำพูดเกี่ยวกับ “ทหาร” ของ “พรรคส้ม” โดยเฉพาะคำว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ยังคงตราตรึงในหมู่ประชาชนพื้นที่แนวชายแดนอยู่ไม่น้อย ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้สอดรับกับการ “บริหารทรัพยากร” ของพรรคการเมืองชาตินิยมบางพรรค ที่เสริมเติมไปในพื้นที่ จนทำให้ประชาชน “ไม่แบ่งใจ” เลือก “พรรคอื่น” 2 ใบ ไม่เลือก “ส้ม” เป็นปาร์ตี้ลิสต์
2.) ความดื้อรั้นอยาก “Grand Compromise” ของ “แกนนำส้ม” ที่พยายามฉายภาพให้ “ชนชั้นนำ-รัฐพันลึก” เห็นว่า ปชน.ไม่ใช่พรรคอันตรายในระบอบการเมืองการปกครองของไทยแล้ว มีการ “ลดเพดาน” และเลิกนโยบายสุ่มเสี่ยงต่างๆ มาเน้นด้านการ “ปฏิรูป” เชิงโครงสร้างมากกว่า “ปฏิวัติ”
นอกจากนี้ยังมีท่าทีโอบรัด “ชาตินิยม” มากขึ้น ทั้งที่ในฐานะฝ่ายก้าวหน้าที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามอนุรักษนิยมควร “ต่อต้าน” มากกว่า “เข้าร่วม” ส่งผลให้ “ด้อมส้มรุ่นเก่า” ตั้งแต่ยุค “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” ซึ่งต่อสู้ “ทะลุเพดาน” กันมาตั้งแต่ช่วง “ม็อบ 3 นิ้ว” ตะขิดตะขวงใจ จนสุดท้ายตัดสินใจ “โหวตโน” หรือไปเลือกพรรคการเมืองอื่น
3.) คำพูดบางคำของ “แกนนำส้ม” ที่มอง “ด้อมส้ม” เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาน โดยไม่สนหัวจิตหัวใจของเขา เช่น คำพูดทำนองว่า นอกจากพรรคส้มแล้ว ประชาชนก็ไม่มีตัวเลือกอื่น จำเป็นต้องเลือกพรรคส้มเพียงอย่างเดียว เป็นต้น ส่งผลให้ “ด้อมส้ม” หลายคน ตัดสินใจ “โหวตโน” หรือไปเลือกพรรคการเมืองอื่น เช่นกัน
ในข้อ 2 และ 3 สะท้อนออกมาผ่านสถิติ การกากบาท “ไม่เลือกผู้ใด” มากถึง 2,443,219 ใบ ถือว่าสูงมากกว่าผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่มีการกากบาท “ไม่เลือกผู้ใด” อยู่ที่ 1,349,189 ใบเท่านั้น หรือเพิ่มขึ้นกว่า 81% เลยทีเดียว ขณะเดียวกันผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งปี 2569 ก็มาน้อยกว่าเลือกตั้งปี 2566 ราว 10%
ดังนั้น ในเมื่อ ปชน. “จำเป็น” ต้องมาเป็น “ฝ่ายค้าน” เพราะพ่ายแพ้เลือกตั้ง ถึงคิวต้อง “ปรับโหมด” ตื่นจากฝันที่เตรียมแต่งตัวเข้า “ทำเนียบรัฐบาล” เป็นแต่งตัวเข้า “สภาฯ” เหมือนเดิม ซึ่งการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของ “พรรคส้ม” เดิมเป็น “จุดแข็ง” อยู่แล้ว ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเรื่องเหล่านี้ แทบไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก
ที่สำคัญยังเป็นเหมือนการ “กู้วิกฤติศรัทธา” ต่อพรรคให้กลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยการทำหน้าที่ในสภาฯให้เข้มแข็ง ไม่ไปเดินตามเกม “ฝ่ายจารีต” หรือพยายาม “ดีลลับ” หลังม่าน ซึ่งเป็นงาน “ไม่ถนัด” อย่างที่เคยทำมาในช่วงปีที่มาอีก
เช่นเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งได้ สส.ต่ำ 30 มีแนวโน้มสูงที่จะเป็น “ฝ่ายค้าน” คู่กับ ปชน. โดยก่อนหน้านี้ “กูรูการเมือง” หลายคนประเมินว่านี่คือ “ฝ่ายค้านในฝัน” ที่จะเป็น "ฝันร้ายของรัฐบาล" เพราะรวบรวมความแข็งแกร่งด้านการอภิปรายจาก ปชป. และเสริมด้วยข้อมูลเชิงลึกจาก ปชน. อาจสะเทือนไปถึง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้ไม่มากก็น้อย
บทสรุปสุดท้าย ฝ่ายค้านในฝัน “ส้ม+ฟ้า” จะสามารถกอบกู้วิกฤติศรัทธาจาก “โหวตเตอร์” ได้มากน้อยแค่ไหน รอวันเปิดสภาฯ ได้รู้กัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





