วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'เลขาฯปชป.' คาดได้ว่าที่ สส.22 คน บอกผิดคาดไม่มาก แค่ 4เขต

'เลขาฯปชป.' คาดได้ว่าที่ สส.22 คน บอกผิดคาดไม่มาก แค่ 4เขต

“เลขาฯปชป.” คาดได้เก้าอี้ สส. 22 ที่นั่ง บอกผิดคาดไม่มากนัก จ่อนัดประชุม กก.บห. 11 ก.พ. ย้ำไม่เอา “กล้าธรรม”  ไม่หวั่น “ภท.” ตั้งรัฐบาลเกิน 300 เสียง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเลือกตั้งว่า จากที่ติดตามผลอย่างไม่เป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 10 เขต ได้แก่ นครศรีธรรมราช 4 เขต คือ นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต1 นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 3 นางกนกพร เดชเดโช ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต  4 และนายจอมไกร สวัสดิวงศ์ ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 6 จังหวัดตรัง 2 เขต ได้แก่  นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณฌ์ ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 3 นายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต4 จังหวัดสงขลา 2 เขต ได้แก่  นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 จังหวัดระยอง 1 เขต คือ นายพศิน ปิตุเตชะ ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 3   และจ.สุราษฎร์ธานี 1 เขต คือ นายสมชาติ ประดิษฐพร ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4  ขณะที่บัญชีรายชื่อคาดว่าจะได้ทั้งสิ้น 12 คน

เมื่อถามถึงกระแสการเลือกนายจูรีให้ชนะแชมป์เก่าและคู่แข่งจากพรรคประชาชน อย่างไร นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เป็นการตอกย้ำของการสร้างการเมืองสุจริตที่พรรคประชาธิปัตย์ถือธงนำต่อต้านการซื้อเสียง และจากเขตดังกล่าวที่นายจุรี มาอันดับหนึ่ง และนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต2 พรรคประชาชนมาอันดับสอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการเลือกตั้งเขตดังกล่าวไม่มีการใช้เงินซื้อเสียง และประชาชนในพื้นที่เลือกคนที่มั่นใจว่าเป็นคนดี เลือกลูกชาวบ้านอย่างนายจุรีให้เข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน นอกจากนั้นแล้วในพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ที่หลายเขตที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูสีจึงเป็นแนวทางที่แสดงว่าประชาชนตื่นตัวกับการเมืองสุจริต

เมื่อถามว่าในหลายพื้นที่ที่มีกระแสข่าวเรื่องการทุจริตเลือกตั้งส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีข้อมูลที่จะยื่นร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผู้แทนของพรรคไม่ได้แจ้งกลับมาทางการ อย่างไรก็ดียอมรับว่ากรรมการบริหารพรรคได้สร้างระบบของการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้เตรียมคนให้จับผิดผู้อื่น เพราะเราเชื่อมั่นในการหาเสียงสุจริต จึงไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ความผิดปกติเกิดขึ้น

เมื่อถามถึงการประเมินเลือกตั้งในพื้นที่ จ.ตาก นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เป็นไปตามที่คาดหมายว่าแชมป์เก่า เป็นอดีต สส. ในพื้นที่จะได้รับเลือก เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นช้า เตรียมตัวในระยะเวลาที่สั้น ทำให้ไล่ไม่ทัน แต่คะแนนที่ประชาชนมอบให้พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นต้นทุนที่มากพอสมควร ดังนั้นต้องมีการทำงานในพื้นที่ต่อไปและทำในทุกพื้นที่ โดยใน วันที่ 11 ก.พ. ตนจะนัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมาหารือ และพิจารณาทบทวนว่ามีช่องโหว่จุดไหน   นอกจากนั้นแล้วในวันที่ 12 ก.พ. จะนัดอดีตผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคหารือร่วมกันในทิศทางการทำงาน ว่าผู้ใดจะอยู่ทำงานร่วมกับพรรคต่อไป อยากทำงานแบบไหน

“ผลเลือกตั้งที่ออกมานั้น ผิดความคาดหวังไปไม่มาก แค่ 3-4 เขตเท่านั้นที่ไม่ชนะ เช่น ตรัง เขต 1 และเขต2 สมุทรสาคร สงขลา ซึ่งผลเลือกตั้งที่ออกมาต้องยอมรับ และจากนี้ไปต้องทบทวนการทำงาน ชักชวนคนที่พร้อมลุยต่อ เพื่อสร้างการเมืองสุจริตต่อไป ซึ่งผู้สมัคร สส.กทม. หลายคนบอกว่าหลังการเลือกตั้งนี้คือจุดเริ่มต้น” นายชัยวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่าสำหรับผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ประเมินได้หรือไม่ว่าพรรคไหนจะจับมือตั้งรัฐบาลร่วมกัน นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนไม่กล้าประเมิน แต่เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยที่ได้มาเป็นอันดับหนึ่งสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้ง่าย หรือเลือกพรรคร่วมรัฐบาลได้ไม่ยากนัก สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ฐานะพรรคเล็ก  ไม่ควรเสนอแนะหรือ ก้าวก่าย

เมื่อถามว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิมหรือไม่ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรม เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยืนยันเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องพรรคกล้าธรรมเท่านั้น ยังมี 3 เงื่อนไข ได้แก่ ไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ และสร้างความแตกแยกให้บ้านเมือง

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่า หากพรรคภูมิใจตั้งรัฐบาลเกิน 300 เสียง อาจทำให้ฝ่ายค้านทำงานไม่ได้ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะพร้อมทำหน้าที่แทนชาวบ้านได้ แม้ว่าจะมีผู้แทนเพียงคนเดียว กรณีที่เป็นฝ่ายค้านพรรคไม่กังวลต่อรัฐบาลที่มีเสียงเข้มแข็งในสภาฯ เพราะตนมองว่าความมั่นคง เสถียรภาพของของรัฐบาลไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายค้าน แต่อยู่ที่พฤติกรรมและการทำงานของรัฐบาล

“ความมั่นคงของเสียงรัฐบาลไม่ใช่ปัญหา เพราะฝ่ายค้านพร้อมทำงานในทุกรูปแบบ แต่หากประเมินโดยเทียบกับยุคสมัยที่รัฐบาลเข้มแข็งเกิน 300 เสียง ผมมองว่าปัจจุบันเงื่อนไขต่างกัน หากรัฐบาลปัจจุบันทำซ้ำรอยกับรรัฐบาลที่มีปัญหาในอดีตประชาชนจะเป็นผู้ส่งสัญญาณ ไม่ใช่พรรคการเมือง ดังนั้นความมั่นคงทางการเมืองขึ้นอยู่กับการรบริหาร สนิมเกิดจากเนื้อในไม่ใช่ฝ่ายค้าน หากรัฐบาลจะพังอยู่ที่ตัวเขาเอง แต่รอบนี้ยังไม่เห็นว่าเขาจะทำงานดี หรือ พัง ต้องรอดูพฤติกรรมและการทำงาน ส่วนปัญหาหรือสถานการณ์เมืองต้องดูต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านมีความพร้อมทำหน้าที่” นายชัยวุฒิ กล่าว