พรรคเพื่อไทย มีดีเอ็นเอ พรรคกระแสจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน โดยพรรคไทยรักไทย เข้าสู่การเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2544 หลังจากก่อตั้งขึ้น 14 ก.ค.2541 โดยใช้แคมเปญแรกๆ คือ "ไทยรักไทย หัวใจคือ ประชาชน" ชูนโยบายที่เป็นจุดแข็ง ประชาธิปไตยกินได้ นโยบายจับต้องได้เป็นรูปธรรม
การเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคไทยรักไทย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2544 ภายใต้การนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรค สามารถเอาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้เสียงข้างมากในสภาฯ เกือบถึงกึ่งหนึ่งของสภาคือ กวาด สส.248 ที่นั่ง หรือเป็นชัยชนะครั้งแรกของพรรคไทยรักไทย ซึ่งสามารถพา สส.นกแล ซึ่งไม่ใช่นักการเมือง หรือนักเลือกตั้งบ้านใหญ่เข้าสู่สภาฯ อย่างเป็นกอบเป็นกำ
“ทักษิณ” ได้ขึ้นสู่นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศ โดยสามารถผลักดันนโยบายเรือธงอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน รวมทั้งการผลักดันนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างถึงลูกถึงคน
เลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เพราะด้วยผลจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่หนุนส่งให้พรรครัฐบาลมีความเข้มแข็ง และมีเสถียรภาพจึงทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สร้างประวัติศาสตร์อยู่ครบวาระ 4 ปี เป็นรัฐบาลแรกในการเมืองไทย
เลือกตั้งปี 2548 ทักษิณ นำไทยรักไทย ชนะอย่างถล่มทลายยิ่งกว่า ด้วยแคมเปญเลือกตั้ง "4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง" กวาด สส.ในสภาฯ 377 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง โดยมีการควบรวมพรรคการเมือง และกลุ่มทางการเมืองจนกลายเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ปี 2544-2548 จึงเป็นยุคทองของพรรคไทยรักไทย ที่สามารถผลักดันนโยบายเรือธง โดยสร้างคะแนนนิยมอย่างล้นหลาม จนนำไปสู่ความนิยมทางการเมือง มีฐานเสียงจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 19 ล้านเสียง
เมื่อกระแสฟีเวอร์พุ่งสุดขีด จึงทำให้ไทยรักไทยถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง คอยตรวจสอบ และจุดชนวนเพื่อนำไปสู่การล้มรัฐบาลอย่างหนัก โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มเสื้อเหลือง ได้ต่อต้านและคัดค้าน จนมีการยุบสภาในปี 2549
จนกระทั่งนำไปสู่การเลือกตั้ง 2 เม.ย.2549 การเลือกตั้งถูก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้านเดิม นำโดย พรรคประชาธิปัตย์บอยคอต ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างเสร็จสิ้น เวลาต่อมา การเลือกตั้งถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ กระทั่งเหตุการณ์ทางการเมืองบานปลาย จนนำไปสู่การรัฐประหาร 19 ก.ย.2549
เวลาต่อมาไทยรักไทยถูกยุบพรรคเมื่อปี 2550 ทำให้ ดีเอ็นเอถูกถ่ายทอด ส่งต่อไปยังพรรคที่สอง อย่าง "พรรคพลังประชาชน" ภายใต้การเดินเกมของคนข้างกายรายล้อมทักษิณ ในขณะที่ทักษิณ จำเป็นต้องลี้ภัยทางการเมืองจากการรัฐประหารปี 2549
เลือกตั้งทั่วไป 23 ธ.ค.2550 พรรคพลังประชาชน ภายใต้การนำของ"สมัคร สุนทรเวช" ใช้แคมเปญเพื่อการันตีภาพความจงรักดีต่อสถาบันให้พรรค และทักษิณ
พรรคพลังประชาชน ในขณะนั้น ใช้แคมเปญหาเสียง “เพื่อชาติศาสน์ กษัตริย์ ด้วยพลังประชาชน” สามารถเอาชนะการเลือกตั้งโดยกวาด สส.เข้าสภาฯ 233 ที่นั่ง ได้จัดตั้งรัฐบาล จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีได้พ้นตำแหน่งไปถึง 2 คน และท้ายที่สุดมีการยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อ2 ธ.ค.2551
"เพื่อไทย" ดีเอ็นเอพรรคที่สาม ของไทยรักไทย ส่งไม้ต่อให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี คนที่ 28
พรรคเพื่อไทย ลงสนามการเลือกตั้งใหญ่ เป็นครั้งแรก ได้ สส.เข้าสู่สภาฯ อย่างแลนด์สไลด์ ถล่มทลาย 265 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง และจัดตั้งรัฐบาลผสม ที่สามารถครองอำนาจจนถึงปี 2556 จนต่อมาเกิดการประท้วงต่อต้านอย่างหนัก จากกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง ในนาม กปปส. มีการขัดขวางการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 ทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ และนำไปสู่การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557
พรรคเพื่อไทย ยังสามารถชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 ด้วยอิทธิพลของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร ทำให้การเลือกตั้งในครั้งนี้ ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว โดยพรรคชนะการเลือกตั้ง จะไม่ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่ที่นั่งเดียว พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง กวาด สส.มาได้ 136 เสียง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้ในช่วง 5 ปีแรกต้องให้ สว.ลงมติเห็นชอบโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ ได้เป็นนายกฯ ต่อในสมัยที่สอง หลังการรัฐประหาร
การเลือกตั้งครั้งต่อมา 14 พ.ค. 2566 ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยต้องพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก นับแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544
พรรคเพื่อไทย ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับ 2 ได้ สส.141 ที่นั่ง แพ้ให้กับพรรคก้าวไกล พรรคลำดับสอง ของดีเอ็นเอพรรคอนาคตใหม่ ที่ชนะการเลือกตั้ง โดยใช้ยุทธศาสตร์ “มีลุง ไม่มีเรา” จนกวาด สส.มาได้ 151 ที่นั่งทั่วประเทศ
ด้วยกระแสข่าว "ดีลลับ กลับประเทศ" รวมทั้งพรรคการเมืองหลักไม่จับมือกับพรรคก้าวไกล อีกทั้ง สว.ไม่โหวตเห็นชอบให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล จึงทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถผลักดัน “เศรษฐา ทวีสิน” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ภายใต้รัฐบาลผสมซึ่งมี "ภูมิใจไทย" เป็นพรรคตัวแปรสำคัญ ในการจัดตั้งรัฐบาล
เพื่อไทยในช่วงปี 2567 ยังต้องเผชิญกลเกมนิติสงครามจากรัฐพันลึก มีการโค่นนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่ง ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต
เวลาต่อมาปี 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ คนที่ 31 จากพรรคเพื่อไทย ถูกเปิดแผลทางการเมืองจากคลิปเสียง ในประเด็นชาตินิยม จากการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้นายกฯ แพทองธาร ต้องพ้นจากนายกฯ ด้วยข้อกล่าวหา เช่นเดียวกับนายเศรษฐา
ปลายปี 2568 พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ผ่านกลไกสัญญาประชาคม MOA กับพรรคประชาชน ซึ่งโหวตนายกฯให้ภูมิใจไทย แต่ไม่ขอร่วมรัฐบาล เพื่อแลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ความขัดแย้งภายในรัฐสภา เกิดการงัดข้อกันระหว่างกลุ่มที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกลุ่มที่ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ 11 ธ.ค.2568 อนุทินผ่าทางตันทางการเมืองด้วยการยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนกลับไปสู่การเลือกตั้งใหญ่อีกครั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569
เลือกตั้งปี 2569 เป็นบทท้าทาย และจำเป็นที่พรรคเพื่อไทย จะต้องฟื้นคะแนนนิยมของตัวเองที่ติดลบ และเผชิญกับช่วงขาลงในช่วงปลายรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
“เพื่อไทย” จึงแก้เกมด้วยการชู "ดร.เชน" ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่มีภาพเป็นนักวิชาการนักวิทยาศาสตร์ อีกทั้งมีดีเอ็นเอคนตระกูลชินวัตร เป็นบุตรชายคนโตของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ใช้ยุทธศาสตร์แคมเปญหาเสียงการเลือกตั้ง ปูพรมไปที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ ด้วยแคมเปญ “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้”
ผลการเลือกตั้งที่ออกมา หลังปิดหีบ 8 ก.พ.2569 ส่งสัญญาณอย่างหนึ่งต่อการเมืองไทยว่า เพื่อไทยไม่ใช่พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนในอดีต เพราะกำลังถูกท้าทายจากกระแสพรรคการเมืองใหม่ ที่หัวก้าวหน้า มีภาพความเป็นเสรีนิยม และสามารถเรียกเรตติ้งจากนิวโหวตเตอร์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ขณะที่คู่แข่งทางการเมืองพรรคสำคัญ อย่าง ภูมิใจไทย ที่มีฐานเสียงอย่างแน่นหนา ในแถบภาคกลาง และภาคอีสาน สามารถระดมนักเลือกตั้งบ้านใหญ่จากทั่วทุกสารทิศ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลต่อในสมัยที่สอง ในขณะที่พรรคเพื่อไทยจะต้องเผชิญ การต่อสู้เพื่อช่วงชิงแต้ม สส.จากพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยในเวลาเดียวกัน
จุดนี้เอง พรรคเพื่อไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งใน 2 ครั้งหลังสุด จากแชมป์ไร้พ่าย เดินมาสู่จุดตกต่ำ เข้าวินมาเป็นอันดับ 3 ส่งผลให้แรงต่อรองทางการเมืองของ “ตระกูลชินวัตร” ลดน้อยลง สวนทางกับ “พรรคคู่แข่ง” ที่มีความแข็งแกร่งแซงหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





