ตั้งแต่เปลี่ยนศตวรรษ คืนวันเลือกตั้งมักเป็นคืนสำคัญของฝ่ายปฏิรูปเรียกร้องประชาธิปไตยแต่ฝ่ายรอยัลลิสต์ของไทยระทมทุกข์ ตอนนี้คนที่ฝ่ายหลังสนับสนุนกลายเป็นผู้ชนะ เกิดความหวังว่าประเทศไทย จะมีเสถียรภาพได้บ้าง
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงาน ผลการเลือกตั้ง เบื้องต้น ในวันอาทิตย์ (8 ก.พ.69) พรรคภูมิใจไทย ได้ สส.191 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 คน เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากการเลือกตั้งปี 2566 พรรคของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้ความได้เปรียบจากการดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน และหาเสียงด้วยแนวทางชาตินิยมจากความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา คว้าชนะไปได้
พรรคภูมิใจไทย ยังวางสถานะตนเองเป็นปกป้องสถาบันกษัตริย์ เช่น ต่อต้านความพยายามแก้กฎหมายอาญามาตรา 112
“บางครั้งศัตรูที่คุณรู้จักอาจเป็นคนที่คุณอยู่ด้วยได้ ประชาชนคิดถึงความต่อเนื่อง ความมีเสถียรภาพ” ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยมาหลายสิบปีให้ความเห็น
บลูมเบิร์ก รายงานต่อไปว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนให้เห็นฉากทัศน์ที่ดีที่สุดของฝ่ายรอยัลลิสต์ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยจะมีโอกาสเป็นผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากประสบความสำเร็จในการปรับภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นพรรคเดียวที่สามารถสร้างเสถียรภาพได้ในประเทศที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 10 คนในรอบ 20 ปี
สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองไทย คำถามสำคัญคือ อนุทินจะสามารถใช้ประโยชน์จากผลการเลือกตั้งที่แข็งแกร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอจากความสามารถในการแข่งขันลดลง นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าลงทุน และสังคมสูงวัยได้หรือไม่
ตั้งแต่โควิดระบาดจีดีพีไทยโตราว 1% ต่อปี ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซียมาก ทั้งยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยบรรยากาศภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน และแรงกดดันทางการค้าจากรัฐบาลทรัมป์สอง
“นักลงทุนอาจมองผลการเลือกตั้งที่ทำให้แนวร่วมพันธมิตรภูมิใจไทยอยู่ในอำนาจว่าเป็นฉากทัศน์ที่ดีที่สุดต่อตลาดในระยะสั้น เนื่องจากนโยบายต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนการบริโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังดำเนินอยู่” พูน พาณิชย์พิบูล นักกลยุทธ์จากธนาคารกรุงไทย กล่าว
ทั้งนี้ อนุทินขึ้นมาเป็นนายกฯ ในเดือนก.ย. เป็นนายกฯ คนที่ 3 ในรอบสองปี เขาใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมผลพวงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ชิงเสียงสนับสนุนจากชนบทที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อประเทศไทย ที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกกำลังชะลอตัว และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาแบบประชานิยมมากกว่าการปฏิรูปโครงสร้าง
“หากภูมิใจไทยได้เป็นผู้นำรัฐบาลชุดต่อไป นโยบายการคลังน่าจะรอบคอบมากขึ้น แม้ว่าจะยังคงมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่บ้างก็ตาม การปฏิรูปเศรษฐกิจน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้รัฐบาลที่นำโดยฝ่ายอนุรักษนิยม” ปีเตอร์ มัมฟอร์ด ผู้ดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงยูเรเชีย กรุ๊ป กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





