นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นผลพวงมาสู่ “คดียุบพรรคการเมือง” 3 พรรค ได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน นำโดย “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” เนวิน ชิดชอบ นำทีมแถลงเปิดตัว 14 ม.ค.2552 กระทั่งนำมาสู่เกมพลิกขั้ว ภูมิใจไทยภายใต้การนำของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” บิดาของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ประกาศเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์
วิวัฒนาการของ“พรรคสีน้ำเงิน” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่ เน้นกระสุน เติบโตอย่างต่อเนื่องมาเป็นลำดับ
ไล่ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2554 เปลี่ยนผ่านอำนาจการนำ ตำแหน่งหัวหน้าพรรคผู้พ่อ ส่งไม้ต่อ“อนุทิน” หัวหน้าพรรคผู้ลูก ขณะนั้นภูมิใจไทย มีสส.34 คนเป็นขุมกำลังสำคัญ
ทว่าจากผลพวงการประกาศตัดขาดกับ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร จนเกิดวาทกรรม “มันจบแล้วครับนาย” ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยตกอยู่ในสถานะฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า ไม่ดึงภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาล
ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2562 ภูมิใจไทยได้สส.เพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว ขยับขึ้นมาถึง 51 ที่นั่ง นำมาสู่การร่วมรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้คุมกระทรวงสำคัญ อย่างคมนาคม และสาธารณะสุข
ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 ภูมิใจไทยซึ่งได้รับฉายาเป็น “ภูมิใจดูด”สารพัดบ้านใหญ่ เข้ามาผนึก จนกวาดสส.เข้าสภาฯ ได้ถึง 71 ที่นั่งกลายเป็นพรรคตัวแปรในสมการการเมือง
สถานการณ์ต่อมา หลังจากพรรคเพื่อไทยประกาศแยกทางกับพรรคก้าวไกลที่ติดกับดักสว.จนไม่สามารถโหวต “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีได้ นำมาสู่เกมพลิกขั้ว โดยพรรคเพื่อไทยจับมือพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคขนาดกลางขนาดเล็กอีกส่วนหนึ่ง ประกาศจัดตั้งรัฐบาล ปิดตำนาน “มันจบแล้วครับนาย” ในท้ายที่สุด
ก่อนที่ในช่วงปลายรัฐบาลจะเกิดเกมแตกหักระหว่าง “แดง-น้ำเงิน” อีกรอบ จากสารพัดชนวนร้อน นำมาสู่สูตรพลิกขั้ว "ภูมิใจไทย" ประกาศจับมือ "พรรคประชาชน" เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย บริหารประเทศ 4 เดือน สานฝัน “อนุทิน”เป็นนายกฯได้ในท้ายที่สุด
ผลเลือกตั้งออกมา ซึ่งภูมิใจไทยได้สส.เป็นอันดับหนึ่งเกือบ200ที่นั่งหากจับอาการ “อนุทิน” ที่แม้จะบอกว่า เป็นพรรคที่เปิดกว้างพร้อมจับมือทุกพรรค ทว่าหากจับเวิร์ดดิ้งในวันปราศรัยใหญ่เมื่อวันที่6ก.พ.2วันก่อนการเลือกตั้ง
วันนั้น "อนุทิน" พูดถึงผู้นำคนใหม่ที่จะต้องเป็นคนบริหารที่ประสานได้"สิบทิศ" มีมิตรมากไม่มีศัตรูและต้องสร้างความน่าเชื่อถือสามารถบริหารราชการทั้งฝ่ายการเมืองทั้งฝ่ายประจำได้อย่างราบรื่น
นัยที่ดูเหมือนจะกระทบชิ่งไปยัง "พรรคส้ม" รวมไปถึงผลเลือกตั้งที่ออกมา ถึงนาทีนี้แทบไม่ต้องลุ้นถึงสูตร “แดง-น้ำเงิน” โดยมีพรรคกล้าธรรม เป็นตัวเสริม ตามที่หลายฝ่ายให้น้ำหนักมากกว่า สูตร “น้ำเงิน-ส้ม”
ไหนจะท่าทีของ "เท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่พูดชัดว่าหากพรรคประชาชนมาที่2จะไม่ยอมเป็นฝ่ายค้าน ไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่ง
ต่างๆเหล่านี้เป็นการสะท้อนสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกเซ็ตมาล่วงหน้า แบบไม่ต้องลุ้น ผ
จับตาอนาคตประเทศไทยภายใต้ "รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย" ที่สถาปนาขั้วตัวเองเป็นหัวขบวน “อนุรักษนิยม” ฉายภาพความเป็นตัวแทน “3 ป.” ผ่านสูตรจับขั้วที่ดูเหมือนจะมีการเช็ตมาล่วงหน้า ภายใต้การเชื่อมโยงไปถึงสัญญาณ“รัฐพันลึก” เป็นแรงหนุน
แน่นอนว่า ภายใต้การเดินหมากด้วยยุทธศาสตร์ “3 นิยม” ทั้ง "ชาตินิยม" โดยใช้ประเด็น“ปกป้องอธิปไตย” ไทยจะไม่สูยเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว
การอัดสารพัดนโยบาย "ประชานิยม" ทั้งนโยบายคนละครึ่งพลัส ล้อไปกับนโยบายในยุคพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการเมือง“พิมพ์นิยม” ดูดสารพัดบ้านใหญ่จากเหนือจรดใต้ ภายใต้ชายคาสีน้ำเงิน ที่ดำเนินในช่วงที่ผ่านมา
ซึ่งโมเดลนี้เคยสำเร็จมาแล้วในยุครัฐบาลไทยรักไทยที่กวาดต้อนบรรดาบ้านใหญ่ร่วมชายคา จนได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งชนิดแลนด์สไลด์ ส่ง"ทักษิณ"เป็นนายกฯ2สมัยติดต่อกัน
อีกหนึ่งปัจจัย สำคัญที่ทำให้ "พรรคภูมิใจไทย" ผงาดสู่พรรคอันดับหนึ่ง ต่างจาก "พรรคประชาชน" ที่แต่เดิมคาดการณ์ว่าจะเป็นคู่แข่งสำคัญ และมีตัวเลขสส.ที่คู่คี่สูสีกัน ทว่าผลเลือกตั้งที่ออกมากลับเหนือความคาดหมายพอสมควร
ส่วนหนึ่งอาจมาจากชนวนเหตุการพลิกขั้วร่วมรัฐบาลระหว่าง "พรรคส้ม" และ "พรรคน้ำเงิน" จนถูกกลุ่มการเมืองที่ตั้งตนเป็น "ฝ่ายแค้น" โดยเฉพาะบรรดาเอฟซีพรรคเพื่อไทย หยิบไปขยี้แผลหวังดึงฐานเสียงส้มแต่เดิมย้ายไปที่แดง จนเกิดไวรัลในโลกโซเชียล "เลือกพรรคประชาชน ได้อนุทินเป็นนายกฯ"
ทว่า ในสภาวะที่ "ฝั่งแดง" และ "ฝั่งส้ม" ไม่มีฝ่ายใดที่ดึงคะแนนของอีกฝ่ายได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต่างจาก "ภูมิใจไทย" ที่สามารถดึงคะแนนในขั้วอนุรักษ์นิยม ได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า เห็นชัดถึงคะแนนที่ทิ้งห่างพรรคการเมืองในขั้วเดียวกันโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ หลายช่วงตัว ทำไปทำมากลายเป็นว่า พรรคน้ำเงินกลายเป็นตาอยู่คว้าพุงปลาไปครองในที่สุด
จับตาผลเลือกตั้ง 69 ชี้ชะตาอนาคตประเทศ อีกไม่นานจะรู้กันว่าหน้าตาของฝ่ายบริหารจะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศที่ประชาชนฝากความหวังได้หรือไม่ อย่างไร





