'ศุภจี' อัด'ประชานิยม' สักแต่แจก ชูเลือกภท.ดัน4เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ พรรคภูมิใจไทยทิ้งทวนก่อนการเลือกตั้งวันที่8ก.พ. ภายใต้หัวข้อได้มืออาชีพและการรวมพลังเพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง ช่วงหนึ่งระบุว่า ประเทศวันนี้เรากำลังเผชิญกับมรสุมมากมายปัจจัยหลายอย่างที่เราควบคุมมันไม่ได้นั่นคือ สิ่งที่ทำให้ตนเป็นห่วงทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่เห็นชัดว่าโลกวันนี้ขัดแย้งรุนแรง เราถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งแต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่เราจะเลือก ฉะนั้นจึงต้องพยายามทำตัวให้เขาได้กับทุกคนแต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี
นางศุภจีกล่าวว่า ทั้งภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่กำลังล้อมเราอยู่ในเวลานี้เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันไม่สามารถแยกกันได้ ยังไม่นับรวมกับเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้นั่นคือภูมิเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากมีความท้าทายนี่คือประเทศไทยในวันนี้ เป็นที่มาของการที่คน3คนอาสาที่จะเข้ามาพยุงเรือลำนี้ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใส และมีมีความหวัง
"ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในความขัดแย้งไม่ได้ช่วยอะไรแต่ต้องช่วยกันและสามัคคีกันทุกคนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชนรวมถึงผู้คนทั่วไป"
ทั้งนี้เคยมีการกล่าวว่า ไทยเหมือนจะกลายเป็นเสือตัวที่5ของเอเชียหากวัดจากจีดีพี และมวลรวมของประเทศเคยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3% เมื่อหลายปีก่อน แต่วันนี้ตัวต่ำมากจนไฟแนนเชียลไทม์มีการจัดอันดับไทยอยู่ในฐานะคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่5อีกต่อไป แถมยังมีการคาดการณ์จากIMFว่าปีนี้ประเทศไทยจะโตแค่ 1.6% เท่านั้นเราจะยอมได้หรือไม่
นางศุภจี ยังกล่าวว่า ในเรื่องนโยบายประชานิยมเราไม่ได้มีเงินเยอะแต่เราตั้งใจจะทำสิ่งที่มีประโยชน์และสามารถที่จะต่อยอดให้ผู้คนทุกคนอยู่ได้อย่างกระจายตัว โดยต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการทำงาน 72 วันของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมวคลัง ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 72วันที่ผ่านมาเราสามารถทำให้รถเก่าๆขึ้นมาจากหล่มที่คิดว่าจีดีพีควรจะเป็น 0.3% ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1.8%
วันนี้เราเห็นแต่คนพูดเรื่องใช้จ่ายเรื่องประชานิยมแต่พวกเราต้องมาคุยกันว่าเราต้องหารายได้ให้ได้เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาดังเช่นที่ผ่านมา ทั้งนี้รายได้มวลรวมของประเทศประกอบด้วย4เรื่องใหญ่ๆ
1.คือการบริโภคภายในประเทศ สิ่งที่เราพยายามจะทำหากได้เป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็คือต้องเข้ามากระตุ้นแบบมีวินัยซึ่งเราจะลงไปกระจายไปถึงทุกชุมชนทั้งผู้สูงวัยและคนตัวเล็กตัวน้อยและ เอสเอ็มอี
2.คือการลงทุนซึ่งเรื่องนี้เรามีหวังเพราะเรามีคนที่ขอเข้ามาลงทุนในประเทศ 11.8 ล้านล้านบาท ในปี2568 เป็นเงินที่มาจากเมืองนอกอยู่ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท ฉะนั้นหากได้มีโอกาสมาทำงานเราจะเอาเม็ดเงินจำนวนนี้ ให้เกิดการลงทุนที่เกิดผลอย่างแท้จริง และต่อยอดให้เกิดการจ้างงานในประเทศ
3.การใช้จ่ายเงินของรัฐซึ่งขณะนี้เรามีรายได้อยู่ 3ล้านล้านบาท ขณะที่รายจ่ายของเราอยู่ที่ 4ล้านล้านบาทเราขาดดุลอยู่ 1ล้านล้านบาท หากเทียบกับรายจ่ายต่างๆเราเหลือเงินใช้จ่ายอยู่แค่ 500,000 ล้านบาทคิดเป็น 20% ซึ่งประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องมีการเติบโตมากกว่า 20%
ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงโดยทำโครงการในลักษณะการให้ปลาพ่วงเบ็ดไม่ใช่ประชานิยมที่สักแต่ว่าจะแจก แต่ต้องดูว่าจะหาเงินจากไหน เพราะฉะนั้นนโยบายมากมายขายฝันทำไม่ได้มันมีประโยชน์หรือไม่ เราจึงต้องทำนโยบายที่เจาะตรงเป้าคือนโยบาย 10 พลัส
“การที่จะบริหารประเทศต้องบริหารที่อยู่บนข้อเท็จจริงและบริหารที่มีความตั้งใจจริงแล้วพุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริงๆ”
เครื่องยนต์ตัวที่4 ทำอย่างไรให้ส่งออกและนำเข้ามีประสิทธิภาพและความสามารถมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศใหญ่คือสหรัฐและจีน ซึ่งเรามีตัวเลขส่งออกเป็นมูลค่า1ใน3ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ฉะนั้นการที่เราฝากชีวิตของเราไว้กับคนที่เขากำลังมีความขัดแย้งกันต้นขอถามว่ามีความเสี่ยงหรือไม่เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหาตลาดใหม่
“ภูมิใจไทยไม่เคยทำเรื่องเศรษฐกิจนี่เป็น3เดือนแรกที่เราทำซึ่งเราทำได้ขนาดนี้แล้วคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีที่ทำเรื่องเศรษฐกิจแล้วมาบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออกท่านว่าเค้าเห็นหรือปัญหา”
นางศุภจี ยังกล่าวว่า สิ่งที่เราดำเนินการอยู่ในขณะนี้จึงต้องมีการประสานทั้งความมั่นคงการต่างประเทศและการค้าขอถามว่ามีพรรคไหนที่พร้อมจะทำเรื่องนี้มากเท่าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่เพราะฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษาตลาดใหม่ก็ต้องทำให้โตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยุโรปอียูอินเดียเอเชียใต้ที่จะต้องมีการเจรจาต่อไป





