วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'เอกนิติ'ลั่นภท.ไม่เอา'ประชานิยม' เปรียบนโยบาย10+ 'ยา10เม็ด' เสริมแกร่งศก.

'เอกนิติ'ลั่นภท.ไม่เอา'ประชานิยม' เปรียบนโยบาย10+ 'ยา10เม็ด' เสริมแกร่งศก.

'เอกนิติ'ลั่นภูมิใจไทยไม่เอานโยบาย'ประชานิยม' เหตุก่อหนี้-สร้างภาระลูกหลาน เปรียบนโยบาย10+ 'ยา10เม็ด' เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ พรรคภูมิใจไทยทิ้งทวนก่อนการเลือกตั้งวันที่8ก.พ. ภายใต้หัวข้อได้มืออาชีพและการรวมพลังเพื่อความมั่นคงของบ้านเมืองช่วงหนึ่งว่า ตนทิ้งชีวิตราชการที่เหลืออีก6ปีรวมถึงความมั่นคงในชีวิตและโอกาสที่จะเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ตนได้เข้าไปเจอคุณแม่แล้วบอกแม่ว่า แม่ครับผมเป็นห่วงประเทศ

ทั้งนี้สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ประเทศจะเจอวิกฤติอีกครั้ง  คนไทยมีผู้รู้แต่ไม่เคยออกมาทำตนจึงอาสามาทำ ถ้ามีแต่คนพูดไม่มีคนออกมาทำประเทศไทยจะเจอวิกฤติแน่ๆ

นายเอกนิติ ยังกล่าวว่า มีคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของทั้งโลกคือมูดี้ส์และ ฟิตเรตติ้ง ที่ออกมาเตือนเสถียรภาพการคลังและประเทศไทยเป็นลบ สิ่งแรกที่ตนเข้ามาทำคืออีกหนึ่งบริษัทคือบริษัท s&p global ถ้า3บริษัทนี้มองว่าเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยเป็นลบโอกาสที่จะเจอวิกฤติสูงมาก

ทั้งนี้การทำงานของตนใน73วันแรก มีการผลักดันนโยบานทั้งขอคืนหนี้ธกส.ซึ่งไม่เคยมีใครคืนมาในเวลาหลายๆปี รวมถึงมีการทำแผงความยั่งยืนทางการคลังว่า ประเทศไทยจะไม่ห่วยอย่างที่เขาคิด 

โดยนับตั้งแต่ที่ตนรับหน้าที่ในวันที่30ก.ย.2568จนกระทั่งวันที่13พ.ย.2568 หลังมีการร้องขอไปยังนายกฯเอาเงินที่เหลือมาคืนหนี้ในอดีต ส่งผลให้บริษัท S&P ประเมินว่า ไทยมีเสถียรภาพในที่สุด ฉะนั้นตนจึงไม่เสียใจที่ลาออกจากราชการแล้วทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤติ  

ทั้งนี้ประเทศไทยเหมือนรถยนต์ที่กำลังติดหล่ม  ทั้งสภาวะเศณษฐกิจและหนี้ทั้งในและนอกระบบเป็นที่มาของนโยบายคนละครึ่งพลัส รวมถึงโครงการอีกมากมายเช่น โครงการเที่ยวดีมีคืนเป็นต้นส่งผลให้การเติบโตในมาสที่4 จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่0.3%  ขยับเป็น1.8%  

นอกจากนี้โครงการแก้หนี้ยังมีโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ รวมถึงโครงการเอสเอ็มอีที่ช่วยเพิ่มสภาพคล้องโดยกำชับไปยังกรมสรรพกร ให้คืนเงินภาษีให้เอาเอ็มอีได้6หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่4 โดยเม็ดเงินที่หมุนทั้งหมดไม่ได้ก่อหนี้เเพิ่มสักบาทเดียว แต่เป็นเงินงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายไว้แล้วและนำมาจ่ายให้ตรงเป้า  โดยการทำทุกอย่างที่รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

 "ผมยืนยันในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ทำประชานิยม เพราะถ้าทำประชานิยมเมื่อไหร่มันคือการก่อหนี้ให้ลูกหลานแล้วจะทำให้ลูกหลานเป็นหนี้ทิ้งภาระไว้ให้ลูกหลาน เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพภายใต้กรอบวินัยการคลัง ขอเสียงอีกทีเพื่อไปบอกทุกพรรคการเมืองว่าอย่าทำเลยประชานิยม"
 

นายเอกนิติ ยังกล่าวว่า วันนี้ตนดีใจที่ยกเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้แต่สิ่งที่กังวลคือการจับตาจากต่างชาติที่มองว่าไทยคือคนป่วยใหม่ของเอเชีย หากเปรียบเป็นคนป่วยที่อยู่ในไอซียู "หมอเอก" นี่แหระคือคนที่เอาออกจากไอยู แต่สิ่งที่ไม่สบายใจคือจะทำให้คนป่วยเหล่านี้กลับมาแข็งแกร่งและแข่งกับเวทีโลกได้อย่างไร เพื่อให้รถยนต์ที่พ้นหล่มวิ่งต่อเพื่อแข่งขันกับโลกได้อย่างไรเหล่านี้จึงเป็นภาพที่ตนอาสาขอทำต่อ 

ทั้งนี้จากประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า เราได้พาไทยไปยืนอยู่บนเวทีโลกบนโต๊ะเจรจา ท่ามกลางสถานการณ์ที่แบ่งขั้วของประเทศต่างๆที่แตกเป็นเสี่ยงๆ โดยดึงลงทุนมาได้ 5แสนล้านบาท  โดยมีการทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย10+  ที่เปรียบเสมือนยา10เม็ดที่ทำให้ไทยเป็นคนแกร่งแห่งเอเชียต่อไป