ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (5 ก.พ.) นายสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม. เปิดเผยผ่านรายการ "เปิดโต๊ะข่าว" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ PPTVHD ว่า ในวันเลือกตั้งใหญ่ วันอาทิตย์ ที่ 8 ก.พ.นี้ อยากจะขอเตือนและเน้นย้ำกับประชาชนคนไทยว่า อย่าพยายามใส่เสื้อมีเบอร์ หรือมีหมายเลข โดยเฉพาะนักกีฬา หรือนักฟุตบอล เพราะอาจถูกตีความว่าเป็นการชี้นำหรือโฆษณาหาเสียงให้ผู้สมัครที่มีหมายเลขตรงกันกับเสื้อฟุตบอล ซึ่งก็อยากให้ระมัดระวังกันด้วย ส่วนสีเสื้อไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่
นายสัมพันธ์ แสงคำเลิศ กล่าวอีกว่า แม้ความผิดจะดูที่เจตนา แต่หากมีการสวมใส่เข้ามา และมีคนเห็น แล้วถ่ายรูปไปร้องเรียน บุคคลผู้นั้นต้องไปชี้แจงถึงสาเหตุที่สวมใส่เสื้อตัวดังกล่าวมาว่า มีจุดประสงค์แบบไหน หากไม่ได้เกี่ยวข้องก็ต้องไปชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์
“ขอเน้นย้ำประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนะ พยายามอย่าใส่เสื้อที่มีเบอร์ หรือหมายเลขนะครับ โดยเฉพาะนักฟุตบอล เพราะอาจถูกตีความว่าเป็นการชี้นำหรือโฆษณาหาเสียง ให้ผู้สมัครที่มีหมายเลขตรงกันกับเสื้อฟุตบอล ก็อยากให้ระมัดระวังกันด้วย ส่วนสีเสื้อไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่” นายสัมพันธ์ กล่าว
ทั้งนี้ กกต. กำหนด วันเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ วันที่ 8 ก.พ. 2569 เวลา 08.00-17.00 น. เพื่อให้การเลือกตั้ง สส.เป็นไปอย่างสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย
เลือกตั้ง69 ประชาชนควรรู้และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต้องห้าม ดังต่อไปนี้
1.ผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ห้ามลงคะแนนแทนผู้อื่น
2.ห้ามจงใจทําให้บัตรเลือกตั้งชํารุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย
3.คนไม่มีสัญชาติไทย ห้ามมีส่วนร่วมในการหาเสียง
4.ห้ามเล่น หรือชักชวนเล่นพนันเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
5.ห้ามหาเสียงตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
6.ห้ามถ่ายภาพ หรือบันทึกภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว
7.ห้ามขาย แจก หรือเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้งระหว่างเวลา 18.00 น.ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนถึงเวลา 18.00 น.ของวันเลือกตั้ง
8.ห้ามให้ รับ หรือเรียกรับเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน
9.ห้ามเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่กระทบต่อความสุจริตของการเลือกตั้ง
10.ห้ามจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง
11.ห้ามนําบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง
12.ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวไม่ให้ผู้อื่นไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
13.ห้ามเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลสํารวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน
14.ห้ามจัดยานพาหนะนําผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหรือกลับที่เลือกตั้งเพื่อการออกเสียงลงคะแนนโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารหรือค่าจ้างซึ่งต้องเสียตามปกติ
15.ห้ามใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรเลือกตั้งเพื่อออกเสียงลงคะแนน
16.ห้ามนําบัตรลงคะแนนเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น
ล่าสุด กกต.เตือนข้อพึงระวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ก่อนออกไปใช้สิทธิ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ดังต่อไปนี้
- ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
1. ห้ามผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้ง (ทั่วประเทศ) ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง (วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569) จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง (วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569) ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
2. ห้ามผู้ใดเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการหชันต่อใด ๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 5 ปี หรือปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้ของเล่นมีกำหนด 10 ปี และเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้จัดให้มีการเล่น หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ห้ามผู้ใดเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในระหว่าง 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง จนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน (ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 น.) ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ห้ามมิให้ผู้สมัครผู้ใดจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้ง หรือนำกลับไปจากที่เลือกตั้ง หรือจัดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหรือกลับเพื่อการออกเสียงลงคะแนน โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารยานพาหนะหรือค่าจ้างซึ่งต้องเสียตามปกติ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ เพื่อจงใจหรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนน เลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก 1 - 10 ปี หรือปรับ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ยกเว้นหน่วยงานของรัฐที่ จะจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องแจ้งเรื่องให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทราบก่อนดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ความผิดเกี่ยวกับการลงคะแนน
1. ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ หน่วยเลือกตั้ง หรือมิให้ไปถึง ณ ที่เลือกตั้งในกำหนดเวลาที่จะออกเสียงลงคะแนนได้ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก 1 - 5 ปี หรือปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
2. ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ห้ามมีให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนอย่างไร ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยว หรือไม่ให้ความสะดวกพอสมควร ต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ได้บังคับบัญชาหรือลูกจ้าง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก 1 - 5 ปี หรือปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
- ความผิดเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง สส.
1. ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากเจ้าพนักงาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจเพื่อออกเสียงลงคะแนน ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก 1 - 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
2. ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี





