background-default

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

จาก ‘ล้านแชร์’ สู่ ‘อย่ามาแหวง’ ก้อนอิฐถล่ม กกต. เซ่นพิษเลือกตั้ง

จาก ‘ล้านแชร์’ สู่ ‘อย่ามาแหวง’ ก้อนอิฐถล่ม กกต. เซ่นพิษเลือกตั้ง

อีกแค่ 2 วันเท่านั้น จะกำหนดอนาคตประเทศไทย 8 ก.พ. 2569 กำหนด “กาบัตรเลือกตั้ง สส. พ่วงการออกเสียง “ประชามติ” โดยแบ่งบัตรออกเป็น 3 ใบ ใบแรก “สีเขียว” กา สส.เขต ใบต่อมา “สีชมพู” กาพรรคการเมือง เพื่อเป็นคะแนนไว้คำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ ใบสุดท้าย “สีเหลือง” ออกเสียงประชามติในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ทว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งใหญ่ กลับปรากฏเหตุการณ์ฉาวโฉ่ จนประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั้งประเทศ แม้แต่ในโลกโซเชียล มีการแห่แชร์ “ความผิดพลาด” นับล้านแชร์ ในการจัดการ “เลือกตั้งล่วงหน้า” นอกเขต เมื่อ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ชื่อของ “แสวง บุญมี” ในฐานะเลขาธิการ กกต.กลายเป็น “หนังหน้าไฟ” ที่ต้องออกมารับ “ดอกไม้-ก้อนอิฐ” ในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ 

เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดบทบาทของ กกต.ไว้ใหม่ จากเดิมในรัฐธรรมนูญปี 2540/2550 กกต.มีจำนวน 5 คน แต่ละคนมีอำนาจหน้าที่แบ่งสายกันไป ทว่าในรัฐธรรมนูญปี 2560 กกต.มีสถานะเป็น “บอร์ด” เพิ่มจำนวนเป็น 7 คน เอาไว้ลงมติตามที่ “นายทะเบียนพรรคการเมือง” ซึ่งมี “เลขาธิการ กกต.” เป็นโดยตำแหน่ง ชงวาระเข้าที่ประชุม

หากนึกภาพไม่ออก มีลักษณะเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็น “แม่บ้าน” คอยดูแลสำนักงานฯ และชงวาระต่าง ๆ เพื่อเข้าที่ประชุม โดยที่บอร์ด ป.ป.ช.ชุดใหญ่ จำนวน 9 คนลงมติอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นต้น

นั่นจึงทำให้ในหน้าสื่อหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึง กกต.จะต้องปรากฏ “แสวง บุญมี” ออกหน้าแทบทุกครั้ง เคลียร์สารพัดปัญหา-ดราม่าต่าง ๆ โดยเฉพาะบทบาทสำคัญภายหลังเขาได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.เมื่อปี 2565 คือการจัดการเลือกตั้งปี 2566 และจัดการ “เลือกตั้งท้องถิ่น” ในระหว่างนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการจัดการ เลือกตั้ง 69 ในปัจจุบัน

ส่งผลให้ความผิดพลาดหลายประการในการ “เลือกตั้งล่วงหน้า” เมื่อ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ “อย่ามาแหวง” จากบรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงตัวแทนจากพรรคประชาชน (ปชน.) บางคน ที่ออกมาตั้ง “ฉายา” นี้ให้กับเขา โดยค่อนแคะความหมายในทำนอง “อย่ามาเหลี่ยมจัด”

สำหรับเหตุการณ์เลือกตั้งล่วงหน้านั้น ภาคประชาชน รวมถึงองค์กรต่าง ๆ เช่น โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) รวมถึงกลุ่ม Vote62 ที่จับตาการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 จะออกมาแชร์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น การเขียนเลขรหัสเขตเลือกตั้งผิดพลาด รวมถึงการติดป้ายผู้สมัคร สส.ไม่ครบถ้วนในหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงบางหน่วยมีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) บางคนอ้างว่า ผู้สมัคร สส.บางคนถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไปแล้ว ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งพรรคที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่คือ พรรค ปชน. และพรรคเพื่อไทย

นี่ยังไม่นับบางคำพูดของ “แสวง” ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อก่อนการเลือกตั้ง เช่น การออกมาพูดทำนองว่า “ข่าวการซื้อเสียงมีมาตลอด แต่ในส่วนของการป้องกัน ได้มีมาตรการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจ รวมถึง กกต. เอง หากอยากจะเตรียมเงินไว้ซื้อเสียง สามารถทำได้ แต่อย่าแจก” ส่งผลให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า คำพูดดังกล่าวส่อสนับสนุนให้มีการ “โกงเลือกตั้ง” ที่สำคัญตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ระบุชัดว่า แค่เตรียมเงินเอาไว้ แม้ยังไม่แจก ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว

ด้วยสารพัดเรื่องราวดังกล่าว “แสวง บุญมี” ออกโรง “ขอโทษประชาชน” อย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งแรกคือภายหลังปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า ช่วงค่ำวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยสรุปสาเหตุว่า 

1. บางหน่วย บางจังหวัดไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของบางพรรคการเมืองที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง 

2. กรณีปัญหาคิวอาร์โค้ดข้อมูลผู้สมัครสส. ที่ทางกทม.จัดทำเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลกับผู้มาใช้สิทธิ์

3. กรณีเจ้าหน้าที่เขียนรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองใส่บัตรผิด ขอชี้แจงว่า รหัสเขตเลือกตั้ง ใน 1 เขต จะมีหลายอำเภอ แต่ละอำเภอจะมีรหัสไปรษณีย์แตกต่างกัน และบางเขตรหัสไปรษณีย์ซ้ำกัน เช่น สมุทรปราการ กับกทม. ดังนั้นทางไปรษณีย์ ในฐานะผู้นำส่ง จึงได้กำหนดรหัสเขตการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้นำส่งถึงทั้ง 400 เขตอย่างถูกต้อง

“ปัญหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. เพราะในวันที่ 8 ก.พ.ไม่มีเรื่องการใช้รหัสเขตการเลือกตั้ง หรือคิวอาร์โค้ดแล้ว รวมถึงเรื่องการสังเกตการณ์ของผู้แทน และประชาชน ในหน่วยเลือกตั้งที่ตั้งอยู่ในเขตทหาร เราจะนำสิ่งที่เกิดขึ้นไปปรับปรุงการทำงานในวันที่ 8 ก.พ.” แสวง กล่าว

ครั้งต่อมา “แสวง” มาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ช่อง 3 โดยขอโทษประชาชนผ่านหน้าจออีกครั้ง สำหรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่า ความเชื่อมั่นขององค์กรลดลงจนแทบไม่มีที่ยืน ส่วนประเด็นที่พูดว่า “เตรียมเงินได้แต่อย่าแจก” นั้นเป็นการท้าทายผู้ที่คิดจะซื้อเสียง ว่ามีมาตรการป้องกันและจับกุมที่เข้มงวด แต่เขาไม่รู้สึกโกรธต่อฉายา “อย่ามาแหวง” ที่สังคมบัญญัติขึ้น โดยมองว่าเป็นสีสันทางการเมือง และรู้สึกชอบคำนี้

ในการพูดคุยผ่านรายการดังกล่าว “แสวง” กลับหล่นคำพูดบางห้วงบางตอนว่า “ถ้าคนไม่เชื่อมั่นกรรมการ อย่าไปเลือกตั้งเลย” ยิ่งโหมเชื้อไฟให้กับภาคประชาชนเข้าไปอีก ทำให้เขาต้อง “ขอโทษ” เป็นหนที่ 3 ในเรื่องนี้ โดยชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า คำพูดถูกสื่อตัดตอนมาโดยไม่มีบริบท ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ยืนยันว่าไม่มีเจตนาท้าทายอำนาจประชาชน ซึ่งเจตนาที่แท้จริงคือการสื่อสารเชิงหลักการ เพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้ดีและสร้างความเชื่อมั่น แต่ปัจจุบันเขาลบโพสต์ดังกล่าวออกจากเฟซบุ๊กไปแล้ว

แม้ว่า “แสวง” จะพยายามขอโทษขอโพยประชาชนในเรื่องต่าง ๆ แล้วก็ตาม ทว่าพรรคประชาชนยังคงลุยเดินเรื่องตรวจสอบปัญหาความผิดพลาดในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ส่งหนังสือจี้ไปยัง กกต.ให้สอบสวนเอาผิด กปน.ในหน่วยเลือกตั้งใดที่ทำผิดพลาด ต้องลงโทษอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเตือนดัง ๆ ว่า หากละเลย จะถูกดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ไม่ใช่แค่ ปชน.เท่านั้น แต่พรรคเพื่อไทย ก็เดินเรื่องนี้เช่นกัน โดยไล่บี้ กกต.ให้ตรวจสอบการเลือกตั้งล่วงหน้า เนื่องจากพบพิรุธหลายจุด อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น และความสุจริตในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.นี้

นี่ยังไม่นับความไม่ชอบมาพากลเรื่องมติ กกต.ส่งชื่อผู้สมัคร สส. 28 ราย ให้ศาลฎีกาพิจารณาถอนชื่อเป็นผู้สมัคร สส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติ โดยอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิจากการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่กลับไม่เปิดเผยรายชื่อว่าเป็นใคร หรือคนของพรรคไหนบ้าง 

โดย “แสวง” ชี้แจงเพียงว่า ผู้ที่ กกต. เสนอให้ถอนชื่อ เป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิ กระบวนการตรวจสอบต้องใช้เวลาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สมัคร ให้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งผลให้การพิจารณาใช้เวลาพอสมควร ก่อนที่ กกต.จะมีมติดังกล่าว

โดยผู้สมัครทั้ง 28 ราย เป็นผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจากหลายพรรคการเมือง หากศาลฎีกายังไม่สามารถมีคำสั่งได้ทันก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งเหมือนกรณีผู้สมัครแบบแบ่งเขต เนื่องจากพรรคการเมืองสามารถเลื่อนลำดับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อขึ้นมาทดแทนได้ตามกฎหมาย

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การกระทำต่างๆ ของกกต.ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จะกระตุ้นให้แคมเปญ“กาเห็นชอบ”ประชามติ เพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ “ปฏิรูปองค์กรอิสระ” จะได้รับความสนใจอย่างมาก จนกลายเป็นเทรนด์ฮิตเพียงแค่ชั่วข้ามคืน

ทั้งหมดคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ส่งตรงไปถึง “กกต.” โดยเฉพาะ “แสวง” ที่เป็นหนังหน้าไฟรับเรื่องนี้ ดังนั้นในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. จะเป็นอีกหนึ่งจุดชี้วัดฝีมือขององค์กรอิสระแห่งนี้ ว่าจะ “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” ตามคำขวัญประจำหน่วยงานหรือไม่