บลูมเบิร์กมอง การเลือกตั้งสุดสัปดาห์นี้เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองที่หาเสียงด้วยนโยบายปฏิรูปครั้งใหญ่ กับสองกลุ่มที่ให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายประชานิยมมากกว่า
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน การเมืองไทยที่ไร้เสถียรภาพมานานร่วมสองทศวรรษ เปลี่ยนประเทศจากดาวรุ่งทางเศรษฐกิจเตรียมขึ้นแท่นชาติร่ำรวยตามรอยเกาหลีใต้และสิงคโปร์ มาเป็นประเทศที่เติบโตล้าหลัง หนี้พุ่ง ความเหลื่อมล้ำเพิ่ม กำลังแรงงานลด
พรรคประชาชน ซึ่งสืบทอดมาจากพรรคก้าวไกลที่ได้ ส.ส.มากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า ประเทศไทยจะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ที่ตกต่ำได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งเท่านั้น พรรคประชาชนกำลังผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำกัดการผูกขาดฝังรากลึก และรื้อระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด ที่พรรคกล่าวว่าขัดขวางการแข่งขันและนวัตกรรม
แต่ต่อให้พรรคได้จำนวน ส.ส.มากที่สุดจากสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน การไม่มีพันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาลโดยธรรมชาติก็ทำให้เส้นทางสู่การเป็นรัฐบาลเป็นไปได้ยาก ในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีพรรคเด่นสามพรรค
นโยบายของพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ส่วนใหญ่เป็นไปในแนวเดิมตลอดสองทศวรรษคือการแจกเงินสดและกระตุ้นระยะสั้น
“ถ้าคุณมีการปฏิรูปทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ถ้ารัฐบาลที่สนับสนุนการปฏิรูปอยู่ในอำนาจอย่างมีเสถียรภาพ ก็เป็นไปได้ว่าในระยะยาวพวกเขาจะพยายามแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ประเทศไทยเผชิญ แต่ต้องรอให้การเมืองมีเสถียรภาพ ซึ่งมันยากมากๆ” กาเร็ธ ลีเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากแคปิตอล อีโคโนมิกกล่าว
ขนาดเศรษฐกิจไทยตอนนี้ใหญ่กว่าช่วงก่อนโควิดเพียง 5% เทียบได้กับเติบโตปีละประมาณ 1% ตรงข้ามกับเวียดนามและอินเดียที่ใหญ่กว่าก่อนโควิดราว 40%
การที่ทหารรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าและรัฐบาลพลเรือนอยู่ได้ไม่นานมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 ยิ่งทำให้การวางแผนระยะยาวแทบเป็นไปไม่ได้ ผสมโรงกับการแก้ปัญหาระยะสั้นและเน้นการใช้จ่ายเอาใจประชาชน
นั่นทำให้ประเทศนี้ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างมาก สองสิ่งนี้คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตในอดีต แต่ตอนนี้กำลังอ่อนแรงแถมยังไม่มีอุตสาหกรรมใหม่มาทำหน้าที่ขับเคลื่อนแทน
การผลักดันปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือของพรรคประชาชนทำให้พรรคและผู้สนับสนุนหนุ่มสายในเมืองหลายล้านคนต้องเผชิญหน้ากับชนชั้นนำทางธุรกิจที่มีอำนาจและฝังรากลึกของประเทศไทย รวมถึงกลุ่มอนุรักษนิยมรอยัลลิสต์
“เรามีระบบที่ตรึงการเมืองไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง ขณะที่การเมืองของคนรุ่นใหม่อันมีพรรคประชาชนเป็นสัญลักษณ์ต้องการเปลี่ยนแปลง” ศุภวุฒิ สายเชื้อประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กล่าว
“การเมืองตัวแทนกำลังขัดแย้งกับการเมืองประเพณี”
แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการปฏิรูป แต่คณิตศาสตร์ของคะแนนเสียงก็เป็นเรื่องยากลำบาก ประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลพรรคเดียวที่ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2548 พรรคการเมืองหนึ่งๆ จำเป็นต้องได้รับที่นั่งอย่างน้อย 251 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรที่มีสมาชิก 500 คน จึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยลำพัง ถือเป็นเกณฑ์ที่สูงมากภายใต้ระบบการเมืองที่ลดทอนการสนับสนุนพรรคประชาชนจากคนในเมืองในทางตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงอย่างสม่ำเสมอในหัวเมืองสำคัญทำให้พวกเขาได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ในขณะที่นโยบายและอุดมการณ์ก็ทำให้สองพรรคนี้เหมาะเป็นพันธมิตรตั้งรัฐบาลผสม
บลูมเบิร์กรายงานว่า นักวิชาการกลุ่มหนึ่งนำโดยอดีตผู้กำกับดูแลการแข่งขันทำจดหมายเปิดผนึกเตือนว่าไทยกำลังเข้าใกล้ “จุดวิกฤติ” เต็มที จดหมายเรียกร้องให้โหวตเตอร์ไม่เลือกพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาระยะยาว ด้วยการร่วมกันทำลายทุนผูกขาด
ตามรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) พบว่า บริษัทใหญ่สุดของไทยเพียง 5% ครอบครองรายได้รวมในเศรษฐกิจไทยกว่า 85% และเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอภิมหาเศรษฐีไทยผู้มั่งคั่งที่สุดเพียงไม่กี่คน เช่น สารัชถ์ รัตนาวะดี, เจริญ สิริวัฒนภักดี และธนินท์ เจียรวนนท์มีอิทธิพลมากมายในภาคพลังงาน, อาหารและเครื่องดื่ม, ค้าปลีก และสื่อสาร รวมๆ กันแล้วคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของดัชนีหุ้นไทย
และไม่ว่าพรรคใดได้ตั้งรัฐบาลก็เหลือโอกาสทางการเงินการคลังน้อยมาก หนี้สาธารณะไทยสูงเกือบ 66% ของจีดีพี เกือบถึงเพดานที่รัฐบาลตั้งไว้ไม่เกิน 70%
ปีก่อนทั้งฟิตช์เรตติงและมูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเป็นลบอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1.25% นั้นอยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลกประเทศหนึ่งอยู่แล้ว ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงและภาวะสินเชื่อตึงตัวจำกัดผลกระทบของการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม
กระทรวงการคลังมองว่าผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปีนี้อยู่ที่ 2% ธปท.มองโอกาสเติบโตที่ 1.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2557 ไม่นับปีที่โควิดระบาด
ทุกพรรคการเมืองต่างให้คำมั่นเพิ่มจีดีพีขึ้นมาอยู่ระหว่าง 3%-5% แต่นักเศรษฐศาสตร์ยังไม่แน่ใจ จุน ฮาวอึ้ง จากออกซ์ฟอร์ดอีโคโนมิก มองว่า การเติบโตจริงๆ ของไทยทำได้แค่ไม่เกิน 3% เท่านั้น
“ปัญหาจริงๆ คือการขาดเจตนารมณ์มุ่งมั่นปฏิรูปที่อาจทำให้ต้องเจ็บปวดในระยะสั้น แต่สร้างประโยชน์ในระยะยาว” อึ้งกล่าว
“มาตรการกระตุ้นทางการคลังและแจกเงินสดเป็นวิธียอดนิยม แต่ไม่ได้แก้ข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญอย่างการท่องเที่ยว การลงทุนต่างชาติ และการส่งออกสินค้า กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและพยายามดิ้นรนฟื้นตัว”
ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จำกัดการไหลเข้าของการลงทุนไปแล้ว ระหว่างปี 2558-2566ประเทศไทยมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศคิดเป็น 11% ของจีดีพีเทียบกับมาเลเซียที่ 25% และเวียดนามที่ 42% ตามข้อมูลของโออีซีดีแม้แต่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนของไทยก็มองหาโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
รายงานจากสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 ระบุว่า เส้นทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา “ถดถอยอย่างน่ากังวล” ประเทศไทยอาจไม่สามารถบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงได้จนกว่าจะถึงปี 2593ซึ่งพลาดเป้าหมายปี 2580และเตือนว่ามีเพียงการปฏิรูปที่กล้าหาญเท่านั้นที่มีศักยภาพที่จะเร่งให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้





