ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาชื่อของ "แสวง บุญมี" เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังกลายเป็น "ตำบลกระสุนตก" นับตั้งแต่ความผิดพลาดหลายประการในการจัดการ "เลือกตั้งล่วงหน้า" เมื่อ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ไล่เรียงมาถึง "วาทกรรม" ที่ออกมาจากปากเขาหลายครั้ง จน "แสวง" ต้องออกโรง "ขอโทษ" มาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์สำนักงาน กกต. พร้อมกับเหน็บแนมตั้งฉายาเขาว่า "อย่ามาแหวง"
หลายคนอาจไม่รู้ว่า "แสวง บุญมี" คือหนึ่งใน "ลูกหม้อ" ขององค์กร กกต. เริ่มมีบทบาทสำคัญในสำนักงานฯ ตั้งแต่เป็นรองเลขาธิการ กกต.ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยในยุคนั้นบทบาทการทำงานของ กกต.ยังยึดตาม "กฎหมายเก่า" กล่าวคือ คณะกรรมการ กกต.มีจำนวน 5 คน แต่ละคนแบ่งสายการทำงานตาม กกต.แต่ละคน
กระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ พร้อมด้วยกฎหมาย กกต.ฉบับใหม่ มีการเพิ่ม กกต.เป็น 7 คน ทำหน้าที่ลักษณะ "บอร์ด" ไว้ลงมติต่าง ๆ ตามที่ "นายทะเบียนพรรคการเมือง" ซึ่งมีเลขาธิการ กกต.เป็นโดยตำแหน่ง คอยเสิร์ฟวาระแทน
ประวัติส่วนตัว "แสวง" จบปริญญาตรี 2 ใบจาก ม.รามคำแหง ในสาขารัฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) และนิติศาสตร์ ต่อมาเรียนปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง ม.ธรรมศาสตร์ต่อ
เคยคลุกคลีอยู่ในแวดวง "ฝ่ายนิติบัญญัติ" มาแล้วหลายคณะ หนึ่งในนั้นคือ หัวหน้าฝ่ายเลขานุการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ยุค "อุทัย พิมพ์ใจชน" เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแล้ว
สำหรับบทบาทหน้าที่ในสำนักงาน กกต. มาทางด้าน "สายปราบปราม" มาโดยตลอด เคยดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยที่ 3 และที่ 5 ก่อนจะขึ้นรองเลขาธิการ กกต.สายสืบสวนสอบสวน อยู่เบื้องหลังทำงานด้านการปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้งมาอย่างโชกโชน
ต่อมาหลังจาก พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต.เมื่อปลายปี 2564 เพื่อไปดำรงตำแหน่ง สว. (ยุค 250 สว.) ทำให้ "แสวง" ยื่นใบสมัครเป็นเลขาธิการ กกต. มีบอร์ด กกต.เป็นคนเลือก และสุดท้ายได้ไฟเขียวนั่งเก้าอี้ตัวนี้ในช่วงต้นปี 2565 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี (หมดวาระต้นปี 2570)
ในมุมทรัพย์สิน แสวง บุญมี แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ทุกสามปีตลอดระยะเวลาที่ยังดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 มีรายละเอียด ดังนี้
นายแสวง แจ้งมีทรัพย์สิน 28,280,675 บาท ได้แก่ เงินฝาก 8,220,933 บาท เงินลงทุน 4,435,169 บาท ที่ดิน 1 แปลง โฉนด 932 ตั้งอยู่ที่ ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 1 งาน 7.2 ตรว. ได้มาเมื่อ 5 พ.ย. 2540 จาการรับให้ โดยเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม มูลค่า 107,200 บาท สิทธิและสัมปทาน 4,915,121 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 10,602,250 บาท ไม่มีหนี้สิน
มีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 2,234,800 บาท เป็นเงินเดือน 1,274,000 บาท เงินเพิ่ม+เงินประจำตำแหน่ง 8.4 แสนบาท เงินบำนาญ 1.2 แสนบาท รายจ่ายรวมต่อปี 8.2 แสนบาท
ส่วนนางรุ่งทิวา บุญมี คู่สมรส มีทรัพย์สิน 21,965,156 บาท ได้แก่ เงินสด 473,520 บาท เงินฝาก 2,833,961 บาท เงินลงทุน 483,276 บาท เงินให้กู้ยืม 3,508,150 บาท ที่ดิน 5 แปลง 6,486,875 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 4 แห่ง 4.8 ล้านบาท ยานพาหนะเป็นรถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน 595,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 2,784,373 บาท ไม่มีหนี้สิน
มีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 396,000 บาท เป็นค่าเช่าบ้าน รายจ่ายรวมต่อปี 462,000 บาท
รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 50,246,048 บาท ไม่มีหนี้สิน
ทรัพย์สินที่น่าสนใจ นายแสวง แจ้งมีทรัพย์สินอื่นกว่า 10.6 ล้านบาท ในจำนวนนี้แจ้งถือครองพระเครื่อง 530 องค์ 8,627,450 บาท พระพุทธรูป 73 องค์ 98,400 บาท เครื่องเสียง+ลำโพง มูลค่า 1,382,400 บาท แผ่นเสียง 800 แผ่น 4 แสนบาท ภาพศิลปะ รูปละประมาณ 2,000 บาท รวม 6 รูป 12,000 บาท กระเป๋าหนัง เข็ดขัด แหวน 2 วง มูลค่า 82,000 บาท ส่วนภริยา ถือครองทองรูปพรรณ หนักรวม 57.25 บาท มูลค่า 1,774,750 บาท กระเป๋าแบรนด์เนม 12 ใบ 219,300 บาท เป็นต้น





