ในการเลือกตั้งที่กำลังจะรู้ผลแพ้ชนะกันในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า “สนามเมืองหลวง” อย่างกรุงเทพมหานคร จะถือเป็นหนึ่งสนามขับเคี่ยวชิงชัยระหว่าง “4 พรรคการเมือง” ทั้งพรรคประชาชน รอบที่แล้วปักธงไปถึง 32 เขตจากทั้งหมด 33 เขต
รอบนี้เปลี่ยนตัวผู้สมัครเกือบยกแผง ขยับ “กลุ่มเสี่ยง” ที่ติดคดีแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อาทิ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก
“โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ ขึ้นบัญชีรายชื่อ เช่นเดียวกับอีกกลุ่มที่ “ไม่ผ่านประเมิน” ที่ไม่ได้ไปต่อ
ขณะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งรอบที่แล้วถือว่าบอบช้ำจากศึกเมืองหลวง ได้ สส.มาเพียง 1 ที่นั่ง มารอบนี้กลายเป็นศึกล้างตา โดยเฉพาะ 17 เขต ทั้งเก่า และใหม่ที่เพิ่งย้ายพรรค ซึ่งรอบที่แล้วได้ที่สอง ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องจับตาว่าจะแก้เกมกลับคืนมาได้หรือไม่อย่างไร
โดยเฉพาะเขตที่เคยเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย อาทิ "สุรชาติ เทียนทอง" เขตหลักสี่ -จตุจักร เขตมีนบุรี-เขตสะพานสูง ซึ่งรอบนี้ "วิชาญ มีนชัยนันท์" ส่งลูกสาวลงชิงในเขตดังกล่าว เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม “พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ” หรือโซนฝั่งธนที่รอบนี้ได้ตระกูลม่วงศิริมาเสริมทัพ
ไม่ต่างจาก “พรรคภูมิใจไทย” ที่ไม่เคยมีที่นั่งผู้แทนในสนามเมืองหลวง รอบนี้มี “รมต.ผึ้ง” ศุภมาศ อิสระภักดี ที่ผนึกกับ “ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ หวังล้างอาถรรพ์ “กินศูนย์” ล็อกเป้าไปที่เขตที่อยู่ในการดูแลของ“ขิง” เอกนัฏ และพรรครวมไทยสร้างชาติเดิม อาทิ เขตคลองเตย-วัฒนา รอบนี้ “เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” ลงล้างตาอีกรอบ โดยผนึกกับ “กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา” ผู้สมัครภูมิใจไทย และเป็นอดีต สส.เดิม
โดยเขตดังกล่าวนอกเหนือจากพรรคประชาชนแชมป์เก่าแล้ว ยังมี “โฆษกเอิร์ธ” พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรอบที่แล้วทิ้งห่าง “เขตรัฐ” แค่พันกว่าคะแนน รอบนี้ได้แรงหนุนจาก “สก.ต่าย”สุชัย พงษ์เพียรชอบ สก.เขตคลองเตย ที่เป็นอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญ
อีกเขตคือ เขตบางกะปิ-วังทองหลาง รอบนี้ “โอ๋” ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ซึ่งอยู่ในทีมสุดซอยของ “เอกณัฏ” ลงล้างตาอีกรอบ หลังครั้งที่แล้วได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 แพ้อันดับหนึ่งไป 2 หมื่นคะแนน หวังอาศัยจังหวะที่พรรคประชาชนกำลังระส่ำระสายหลังเปลี่ยนตัวแชมป์เก่า คือ “หมิว” สิริลภัส กองตระการ เป็น “ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์” จะทำให้แต้มไหลมาที่สีน้ำเงินไม่มากก็น้อย
ส่วน “พรรคประชาธิปัตย์” รอบนี้เปลี่ยนผู้นำพรรค มาเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่คัมแบ็กหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในรอบ 6 ปี และกำลังถูกจัดอยู่ในกลุ่มพรรคกระแสตีคู่กับ “พรรคประชาชน” รอบนี้ถือเดิมพันล้างอาถรรพ์ ไร้ที่นั่งผู้แทนสนามเมืองหลวง 2 ครั้งที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ “หัวหน้ามาร์ค” โชว์ความมั่นอกมั่นใจ ระหว่างลงพื้นที่หาเสียง ตอกย้ำแคมเปญการเมืองสุจริตเพื่อบ้านเมืองที่โปร่งใส
"เชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูง ในการช่วงชิงที่นั่งกลับคืนมาจากแชมป์เก่าในหลายเขตพื้นที่ มั่นใจว่าในกรุงเทพฯ ประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งกลับมาไม่มากก็น้อยแน่นอน"
เจาะพื้นที่เป้าหมายพรรคสีฟ้ารอบนี้ มีทั้งระดับ “มั่นใจมาก” โดยเฉพาะ 2 เขตสำคัญ ซึ่งรอบที่แล้วพรรคสีฟ้าได้อันดับ 2 คือ เขตคลองเตย-วัฒนา รอบนี้ส่ง “โฆษกเอิร์ธ” พงศกร ลงล้างตา โดยมี สก.ต่าย ร่วมลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน
เช่นเดียวกับ เขตสะพานสูง-ประเวศ รอบที่แล้ว “กิตพล เชิดชูกิจกุล” ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 รอบนี้ลงล้างตาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ โดยเชื่อว่ารอบนี้ ปชป.จะไม่สูญพันธุ์ในสนาม กทม.
ขณะที่ระดับ “มั่นใจ” คือ พื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียง ปชป.ในอดีต โดยเฉพาะยุคที่มีหัวหน้ามาร์คเป็นหัวหน้าพรรค อาทิ เขต 1 พระนคร สัมพันธวงศ์ บางรัก ป้อมปราบศัตรูพ่าย และดุสิต เขต 2 ราชเทวี ปทุมวัน และสาทร รอบนี้ ทั้ง เจิมมาศ จึงเลิศศิริ และอรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ วางมือ โดยส่งคนรุ่นใหม่หวังขายภาพยังบลัดเพื่อชิง “โหวตเตอร์สีส้ม”
ขณะที่เขต 3 เขตบางคอแหลม-ยานนาวา ซึ่งเป็นฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต รอบนี้ "อภิมุข ฉันทวานิช" ลงล้างตาอีกรอบ เป็นต้น
ส่องสนาม กทม.รอบนี้ เห็นชัดว่า “พรรคสีฟ้า” เปลี่ยนตัวผู้สมัคร รวมถึงสลับเขตใหม่มากกว่าครึ่ง โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ภายใต้เกมที่หวังเจาะ “ฐานเสียงสีส้ม” ที่เป็นโหวตเตอร์คนรุ่นใหม่เสียส่วนใหญ่
สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อัปเดตล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 พบว่า การเลือกตั้งรอบนี้ซึ่งจะมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 53 ล้านคน เฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ “First voter” รอบนี้จะมีจำนวนทั้งสิ้น 3.2-3.4 ล้านคน
เหนือไปกว่านั้น ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เฉพาะแค่ “สนามเมืองหลวง” อย่าง กทม.ซึ่งมี สส. 33 ที่นั่ง จังหวัดเดียวที่มีประชากรมีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด จำนวน 4.5 ล้านคน
ต้องจับตา “33 ที่นั่งผู้แทน” เมืองหลวง ที่เวลานี้เห็นชัดถึงการช่วงชิงพื้นที่ระหว่าง 4 พรรคการเมือง ถึงที่สุดจะไม่ใช่แค่เดิมพันการเมืองสนามใหญ่แต่เพียงเท่านั้น
แต่ยังกลายเป็นเดิมพันส่งผลไปถึงการเมืองสนาม สก.50 เขต รวมถึง “ศึกเสาชิงช้า” สนามผู้ว่าฯ กทม.ที่จะเกิดขึ้นกลางปีนี้อีกด้วย!
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





