การเลือกตั้งที่กำลังเข้าสู่โหมดนับถอยหลัง เหลืออีกเพียง 4 วัน ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนในห้วงสัปดาห์สุดท้ายศึกเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังเข้าสู่เกมบีบ "แบ่งขั้ว-เลือกข้าง"
เป็นการปะทะในเชิงอุดมการณ์ ระหว่าง “ฝั่งเสรีนิยม” โดยมีพรรคส้มเป็นแกนนำ และ“ฝั่งอนุรักษนิยม” ที่มีพรรคภูมิใจไทยชิงเกมเป็นแกนนำ
ความพยายามในการปลุกวาทกรรม “ไม่เลือกเรา เขามาแน่ ” ของ “2 แม่ทัพน้ำเงิน” ทั้ง “ศุภมาส อิศรภักดี ” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม่ทัพ กทม. ที่บอกว่า “รอบนี้จริงๆ มีแค่ 2 ฝั่ง มีแค่เรามุมน้ำเงิน กับอีกมุมหนึ่ง ไม่เลือกเรา เขามาแน่ ”
รวมถึง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” แม่ทัพภาคใต้ โดยยกฝ่าย “รักชาติ-ไม่รักชาติ” ระบุว่า “ขอฝากเพื่อนๆ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ว่าพวกเราควรจะเลือก หรือต้องเลือก หรือต้องตัดสินใจว่าต้องเลือกใครกันแน่ ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร”
ในมิติการเมืองมีการประเมินตรงกันว่า ผลลัพธ์อาจไม่ได้เป็นบวกอย่างที่คิด แต่อาจกลับกลายเป็นกระแสตีกลับไปที่การ “โหน” ชาตินิยม หรือปลุกความคลั่งชาติ เหมือนในอดีตที่มีพรรคการเมืองบางพรรคพยายามโหนสถาบันหลักของชาติเสียมากกว่า
จับอาการของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้า และแคนดิเดตนายกฯ ที่ชิงออกตัว โนคอมเมนต์ “ผมคิดว่าผมหุบปากดีกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่มีแล้ว เราต้องสร้างความสามัคคี”
ไหนจะท่าทีการวางบทบาท ของ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ที่หวังจะผงาด 180-200 ที่นั่งในสภาฯ เพื่อชิงเกมนำ “พร้อมจับมือกับทุกขั้ว” ไม่ว่าจะเป็น “พรรคแดง” ที่แม้ก่อนหน้านี้อนุทินจะปราศรัยอย่างดุเดือด บนเวทีใหญ่ใน กทม.ครั้งแรก ที่สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 30 ม.ค.69 พาดพิงถึง “หลานอังเคิล” และออกตัวว่า แต่นั่นไม่ได้เกิดจากตนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่เป็นเพียงการตอบโต้กลับไปยัง "พลพรรคเพื่อไทย" ที่ไม่ได้มีส่วนเสียหาย แต่ออกมาพูดอะไรก็ได้แต่ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ พูดมาก็โดนสวนกลับไปทีไม่ได้เสียหายอะไร แต่คนที่เสียหายคือ อดีตนายกฯ
หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน ยังระบุไปถึง“พรรคส้ม”ด้วยว่า ไม่ได้ถือว่าเป็นขั้วตรงข้าม มีแต่หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่า ไม่ยกมือให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ก็ยังไม่เคยพูดว่าไม่เอาพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้เงื่อนไขที่ประกาศชัดเจนคือ ต้องไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และ 2 รวมถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนเรื่องอื่น ขอกลับไปคิดก่อน
ท่าทีอนุทิน เป็นการสะท้อนว่าสมการบน “กระดานอำนาจ” หลังวันที่ 8 ก.พ.69 ยังมีอีกหลายฉากหลายตอนให้ต้องจับตา
โอกาส “น้ำเงิน” ผงาดอันดับหนึ่ง?
อาการของ “อนุทิน” หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน ที่พยายามสถาปนาตัวเองเป็นแกนนำอนุรักษนิยม แม้เบื้องหน้าจะมั่นอกมั่นใจในชุดข้อมูล ตัวเลข สส.ที่อาจทะลุ 180-200 เสียง เพื่อผงาดเป็นพรรคอันดับหนึ่ง
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้อ้างอิงจากจำนวนผู้สมัครที่พรรคส่งผู้สมัคร สส.กว่า 300 เขต จำนวนนี้ก็มีคนที่เป็น สส.อยู่แล้ว และชนะการเลือกตั้งอยู่แล้วประมาณ 160 เขต คาดการณ์ว่าจะมีผู้สมัครที่ไม่ได้ไปต่อ 20% ทำให้เหลือผู้สมัครราวๆ 130 คน และมีอีกประมาณ 70 เขตเป็นผู้ที่เกือบจะได้ โดยแพ้ไปเพียงหลักร้อยหลักพันคะแนนเท่านั้น
"ด้วยวิธีคิด วิธีจำ สิ่งที่ได้นำเสนอมาโดยตลอด ทั้งนี้หากเทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 ผมเดาไว้ 52 ก็เข้ามา 51 ถัดมาที่การเลือกตั้งปี 2566 ผมเดาไว้ 73 ก็เข้ามา 71"
ทว่าเบื้องลึก “หัวหน้าพรรคน้ำเงิน” ก็ยอมรับอยู่ลึกๆ ว่า สูตรดังกล่าวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ยังต้องมี “ช่องเซฟตี้” ถ้าสมมติว่าเป็นที่ 1 ในการเลือกตั้งไม่ได้ แต่ถ้ามีการดำเนินการใดๆ ในระบอบรัฐสภา หรือระบอบประชาธิปไตยก็ต้องเป็นที่ 1 ในขั้วนั้นให้ได้
ยิ่งล่าสุด เกิดกรณี “คลิปเสียงหลุด” คล้าย “ศักดา วิเชียรศิลป์” รมช.มหาดไทย จนถูกพรรคคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยหยิบไปเป็นประเด็นขยี้แผลฝ่ายน้ำเงิน เปรียบเปรยว่า เป็น คลิปเสียง “ประกาศศักดา”
นอกจากจะเป็นการตอกย้ำภาพการเป็น “พรรคกระสุน” แล้ว ทำไปทำมาจะกลายเป็นเอฟเฟกต์ที่สะเทือนกลับมายังพรรคภูมิใจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ฉะนั้น แม้ท่าทีของ “อนุทิน” จะแสดงความมั่นอกมั่นใจว่า ยังไม่ได้คิดถึงการเป็นที่ 2 เพราะต้องใช้ทุกองคาพยพที่มีอยู่ สร้างความมั่นใจจากประชาชนให้ได้
แต่จากหลากหลายเงื่อนไข รวมถึงสารพัดเกมชิงไหวชิงพริบทางการเมืองในเวลานี้ ถึงเวลาจริง โอกาสที่พรรคน้ำเงินจะได้เสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมาเป็นที่หนึ่ง อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด
โอกาส “รัฐบาลพรรค” เดียวเกิดยาก
สอดคล้องกับความเห็นของ “ณพล จาตุศรีพิทักษ์” นักวิจัยรับเชิญ และผู้ประสานงานโครงการประเทศไทยศึกษาจากสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวกับแชนเนลนิวส์เอเชีย (ซีเอ็นเอ) สะท้อนความเห็นถึงสูตรจัดตั้งรัฐบาลไว้อย่างน่าสนใจว่า
การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคการเมืองที่ต้องการตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากจำเป็นต้องได้ สส. 250 คน จากสภา 500 คน และครั้งนี้ต่างจากในปี 2566 ที่ สส.ทั้ง 500 คนเป็นผู้ลงมติโหวตนายกฯ ไม่ต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา
ณพล จึงมองว่า ด้วยสูตรนี้จึงยากที่พรรคใดจะตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว จำเป็นต้องต่อรองแลกเปลี่ยนตั้งรัฐบาลผสม
“หลายคนรู้สึกว่าจะได้รัฐบาลผสมสอง หรือสามพรรคใหญ่” เท่ากับว่า พรรคการเมืองยังคงเปิดทางเลือกไว้กว้างๆ ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมกับใครบ้าง
นักวิเคราะห์ผู้นี้ยังมองปรากฏการณ์ พรรคประชาชนซึ่งถูกจัดอยู่ในฐานะ “พรรคกระแส” เวลานี้ว่า ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองหลายคนเห็นพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในหมู่ “โหวตเตอร์” คนรุ่นใหม่ ทั้งพรรคประชาชน และพรรคคู่แข่งต่างแย่งชิงคะแนนเสียงของคนกลุ่มนี้
เห็นชัดถึงกำลังปรับปรุงแนวทางของตนเองในสนาม กทม. ด้วยมืออาชีพหน้าใหม่ เพื่อหวังดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ในเมือง ที่ส่วนใหญ่เคยลงคะแนนให้พรรคการเมืองก่อนหน้าพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
ทั้งหมดนี้ ต้องจับตาอีกไม่กี่อึดใจจะได้รู้กันว่า ท่ามกลางสารพัดกระบวนท่าที่ต่างฝ่ายต่างเปิดฉากรบกันในเวลานี้ โฉมหน้ารัฐบาลหลังวันที่ 8 ก.พ.จะเป็นอย่างไร?
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





