‘เศรษฐีเงินล้าน’ ไพ่เด็ด ‘เพื่อไทย’ หารายได้เข้ารัฐ วางเป้าเพิ่มรายได้แสนล้าน แบ่งกลุ่มแจก ดันคนเข้าระบบ หวังจัดเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุรีย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า เราต้องการจูงใจให้คนเข้ามาสู่ระบบภาษี โดยเรียนรู้จากที่ไต้หวัน ซึ่งทำมาประมาณ 70 ปี ปีแรกสามารถเพิ่มภาษีได้ 75 เปอร์เซ็นต์ ทำมาเรื่อยๆตัวเลขภาษีก็เพิ่มอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ประเทศอื่นนำไปใช้บ้างก็ได้ 8-10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีการพิสูจน์แล้วเราเลยเอามาใช้
“ธนาคารโลกรีเสิร์ชแล้วว่า เงินนอกระบบของประเทศไทยมีประมาณ 9 ล้านล้านบาท ขณะทีจีดีพีประเทศไทย อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท แสดงว่าเงินนอกระบบถือเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หากเราเอาเงินเข้ามาสู่ในระบบได้ เก็บภาษีจากกลุ่มนี้ได้ ก็จะเป็นเงินมูลค่ามหาศาล ดังนั้นนี่คือนโยบายหาเงิน”
นอกจากนี้เรายังจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ ถือเป็นคลังข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ หลายคนบอกเรามีอยู่แล้ว แต่มันใช้ไม่ได้ผล ข้อมูลนี้จะละเอียดลงลึกไปยังตัวบุคคล ดูได้ถึงพฤติกรรมการใช้จ่าย หาปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อจะแก้ไขปัญหา นี่คือประโยชน์ที่ 2 ที่จะลงทุนในระบบข้อมูล เอไอจะทำงานได้ดี ก็ต้องมีข้อมูลที่ดี มีความแม่นยำ
“เราตั้งเป้าว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นมา 1 แสนล้าน เอาแค่ VAT ตอนนี้เราเก็บได้ประมาณปีละ 9 แสนกว่าล้าน หากคิดว่าเราได้เพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าได้เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท งบประมาณแผ่นดิน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลืออยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 8 แสนล้านบาท ถ้าเพิ่มได้อีก 1 แสนล้านบาท”
สำหรับคนที่จะมีสิทธิ์เข้าโครงการนี้ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกที่จับจ่ายใช้สอย ในกลุ่มนี้กันไว้วันละ 5 รางวัล ซื้อ 1 ใบเสร็จ ไม่ต้องมียอดขั้นต่ำ มีสิทธิ์จับ 5 ครั้ง แล้วก็เพิ่มขึ้นมาในสัดส่วนว่ามีใบเสร็จต่อวันกี่ใบ
กลุ่มที่สองได้แก่กลุ่มคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มเกษตรกร ที่มีอยู่ 40 ล้านคน แต่ทำจีดีพีได้แค่ 8 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มเหล่านี้จะได้มีความหวัง โดยต้องลงทะเบียน เพื่อให้รู้ว่าเพาะปลูกอะไร กลุ่มอาสาสมัคร -ชรบ.-อสม. ทหารผ่านศึก อาสาทางการเกษตร ที่มีอยู่เป็นล้านคน
“ยืนยันว่าหลักการของนโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องการแจกเงิน แต่เป็นนโยบายที่ใช้เพื่อหาเงิน เพิ่มรายได้จากภาษี ทุกนโยบายของพรรคทุกพรรค ล้วนแต่บอกว่าจะใช้เงินอย่างไร แต่ไม่มีพรรคไหนบอกเลยว่าจะหารายได้ได้อย่างไร เรื่องนี้เราทำได้ทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล เพราะให้ความสำคัญมาก ซึ่งจะควบคู่ไปกับคนละครึ่ง ที่เข้ามาดูแลพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอยที่ยังไม่ได้เข้ามาสู่ระบบภาษี”





