รอง ผบ.ตร. ไม่รับประกัน แก๊ง คอลเซ็นเตอร์ ไม่หวนคืน ช่องจอม-โอร์เสม็ด ชี้ ตึกยังอยู่ ส่วนสถิติเหยื่อไม่ลดอย่างมีนัย
2 ก.พ. ที่ด่านช่องจอม-โอร์เสม็ด จ. สุรินทร์พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์สแกมเมอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ความรับผิดชอบหลักของตนดูแลในเรื่องของการค้ามนุษย์ ตามที่ ผบ.ตร.มอบหมาย แต่ก็เกี่ยวโยงกับการปราบปรามสแกมเมอร์ เพราะมีคนไทยและคนชาติต่างๆตกเป็นเหยื่อ ซึ่งการลงพื้นที่ในวันนี้ได้นํา เอฟบีไอ รวมถึงผู้แทนจากชาติต่างๆ มาสังเกตการณ์ เพื่อร่วมมือกันในอนาคตต่อไป เนื่องจากข้อมูลที่พบ
มีความเชื่อมโยงกับเรื่องของการค้ามนุษย์ เช่น การถูกกักตัว ซึ่งดูได้จากการพบพาสปอร์ตที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ ก็ต้องไปสืบหาว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อนําไปสู่การดําเนินคดีต่อไป เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกับการค้ามนุษย์และคอลเซ็นเตอร์
พล.ต.อ. ธัชชัย ยังยอมรับว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการเคลื่อนย้ายฐานจากกัมพูชาไปยัง ประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนในพื้นที่ปอยเปต ตรงข้าม จ.สระแก้ว มีการขยับเข้าไปด้านใน และยังพบว่ามีชาติต่างๆถูกหลอกเข้าไปต่อเนื่อง
ส่วนรูปแบบของแก๊ง สแกมเมอร์ ฝั่งกัมพูชา รูปแบบเดียวกับฝั่งเมียนมา เพียงแต่ฝั่งกัมพูชาจะเป็นคนไทยที่เดินข้ามไป ขณะที่ฝั่งเมียนมาจะเป็นชาวต่างชาติ
เมื่อถามว่า หลังการสู้รบ สแกมเมอร์พื้นที่โอร์เสม็ด จะหมดไปหรือไม่ พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าวว่า ไม่สามารถยืนยันได้ ว่าสแกมเมอร์จะหมดไป เนื่องจากตัวตึกยังคงอยู่ ส่วนจะทําลายตัวตึกนั้นต้องเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ทหาร ขณะนี้ได้มีการควบคุมพื้นที่
เมื่อถามว่า สถิติ คดีค้ามนุษย์และ สแกมเมอร์ ลดลงหรือไม่
พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าวว่า มองว่าเป็นพื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวัง ยังไม่มีตัวเลขที่ลดลงอย่างมีนัย
ส่วนการประเมินสถานการณ์ในวันที่ 8 ก.พ. วันเลือกตั้ง นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการติดตามสถานการณ์
เมื่อถามว่าเป็นเพราะเหตุใด สแกมเมอร์ ในพื้นที่โอร์เสม็ด ถึงมีที่ตั้งสถานที่ราชการของชาติอื่น ๆ ยกเว้นของไทย พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าวว่า อาจจะเป็นไปได้ว่าจุดที่ใช้ดัดแปลงเป็นสถานที่ราชการไทยอาจจะเป็นที่ปอยเปต ส่วนจะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติหรือไม่นั้นยังไม่พบข้อมูล





