'อนุทิน' ปลุกลูกพรรคฮึกเหิม มั่นใจภูมิใจไทยผงาดที่1 โอกาสทุกออปชั่น130-200 พร้อมจับ'ส้ม-แดง' ส่วนกธ.-ปชป.ขอเป็นผู้กำหนด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.ไทยในฐานะแคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าวนอกจอถึงการหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายว่า ยังคงมุ่งเน้นไปที่การหาเสียงออร์แกนิคเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องมีสัญลักษณ์ในทางการเมืองบ้าง เช่นการปราศรัยใหญ่ตามจังหวัดต่างๆ โดยวันนี้(2ก.พ.)จะเดินทางไปปราศรัยที่จ.สุพรรณบุรี ขณะที่วันพรุ่งนี้(3ก.พ.)จะเดินทางไปปราศรัยที่จ.พิษณุโลกและจ.สุราษฎร์ธานีซึ่งจะไปตามคำร้องขอของผู้สมัคร
เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการจับตาว่าจะเป็นการแข่งกันระหว่างพรรคสีน้ำ และพรรคส้ม นายอุทิน กล่าวว่า ที่ระบุไปก่อนหน้านี้ว่าพรรคสีน้ำเงินจะไม่สูสีแต่มั่นใจว่าจะชนะก็ต้องเรียนตามตรงว่าเป็นการสร้างความฮึกเฮิมให้กับพลพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเราทำงานเต็มที่ทุกความสามารถที่มีอยู่และมีผลงานมาแสดงให้เป็นที่รู้จักกับพี่น้องประชาชน
รวมทั้งบุคลากรที่เราวางตัวไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.การคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ
ก็ต้องยอมรับว่าการที่ทั้ง3ท่านนี้ได้เดินทางไปยืนทั่วโลกก็ได้รับเครดิตการเจรจาต่างๆให้กับประเทศไทยก็จะมีน้ำหนักเพิ่มมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เรายังมีบุคลากรภาคการเมืองที่จะไปวางไว้ในจุดต่างๆที่เหมาะสม
ขณะที่เป้าหมายตัวเลขสส.พรรคภูมิใจไทยในรอบนี้จากที่ตนมีประสบการณ์ด้านการบริหารทางภาคธุรกิจภาคเอกชน ย่อมรู้ดีถึงกระแสโดยนับตั้งแต่ที่ตนเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็จะมีวิธีคิดวิธีจำ สิ่งที่ได้นำเสนอมาโดยตลอดทั้งนี้หากเทียบกับการเลือกตั้งปี2562 ตนเดาไว้ 52 ก็เข้ามา 51 ถัดมาที่การเลือกตั้งปี2566 ตนเดาไว้ 73 ก็เข้ามา 71
ดังนั้นก็ต้องมีกลไกบางอย่างที่ทำให้เชื่อไม่ว่าจะเป็นการคำนวณของตนเหตุผลที่ใช้ประกอบและสัญชาตญาณ โดยตนจะมีการปรู๊ฟกับทางทีมงานยุทธศาสตร์ตลอดเวลา
ถามย้ำถึงเป้าหมายเมื่อทำย้ำถึงตัวเลขสส.ของพรรคภูมิใจไทยรอบนี้นายอนุทิน กล่าวว่า ก็คาดว่าจะมาเยอะ
"พ่อผมสอนมาตั้งแต่เด็กว่าเวลาไปทำอะไรหรือแข่งขันกับใครให้เป็นที่1อย่าเป็นที่2เพราะถ้าเป็นที่2คนจะลืม แต่ทั้งนี้การเป็นที่1 ก็ยังมีช่องเซฟตี้ ถ้าสมมติว่าเป็นที่1ในการเลือกตั้งไม่ได้แต่ถ้ามีการดำเนินการใดๆในระบอบรัฐสภาหรือระบอบประชาธิปไตยก็ต้องเป็นที่1ในขั้วนั้นนั้นให้ได้"
ถามย้ำอีกว่า ขั้วดังกล่าวมีใครบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีทุกขั้ว แม้กระทั่งพรรคประชาชนก็ไม่ได้ถือว่าเป็นขั้วตรงข้าม มีแต่หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่าไม่ยกมือให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ก็ยังไม่เคยพูดว่าไม่เอาพรรคภูมิใจไทย
ถามย้ำถึงตัวเลขคาดการณ์ภูมิใจไทยประเมินที่นั่งสส.ไว้ที่ 180 ที่นั่งจริงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ผมประเมินสูงโดยดูจากการทำงานหากมาพูดเดี๋ยวก็จะมีคนมาโจมตีสังคมไทยเป็นสังคมหมั่นไส้ง่าย
เอาเป็นว่าการทำงานที่ผ่านมาของพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่ามีความพร้อมในทุกๆด้านมีและมีการติดตามผลรวมถึงประเมิน เราส่งผู้สมัครกว่า300เขตโดยจำนวนนี้ก็มีคนที่เป็นสส.อยู่แล้วและชนะการเลือกตั้งอยู่แล้วประมาณ160เขต และมีอีกประมาณ70เขตเป็นผู้ที่เกือบจะได้โดยแพ้ไปเพียงหลักร้อยหลักพันคะแนนเท่านั้น
โดยนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี2566พรรคได้กำชับกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเปรียบเสมือนสส.ซึ่งต้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาตนได้ลงพื้นที่มากกว่าผู้สมัครก็จะมียุทธศาสตร์ที่จะทำอย่างไรให้พื้นที่มีความต่อเนื่องตรงไหนที่เป็นจุดอ่อนหรือเป็นที่ไม่พอใจกับชาวบ้านก็ไปแก้ที่ละจุดถ้าอยู่ในวิสัยที่แก้ได้
"การเลือกตั้งครั้งนี้โอกาสที่จะต่ำกว่า100ยากกว่าโอกาสที่จะสูงกว่า100นี่พูดมาปีกว่าๆแล้ว" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคาดการณ์
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกระแสพรรคประชาชน ต้องยอมรับว่า ในการเลือกตั้งปี2566 พื้นที่ที่ถือว่าเซอร์ไพส์ คือสนามกทม.ซึ่งพรรคก้าวไกลในเวลานั้นกวาดสส.มาได้ถึง32ที่นั่งจากทั้งหมด33ที่นั่งจากที่ประเมินไว้ว่าจะได้ประมาณ20กว่าที่นั่ง ขณะที่พื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะเขตเมืองซึ่งพรรคก้าวไกลปักธงได้นั้นตนรู้มาแต่ต้นอยู่แล้วว่าสู้ยาก เป็นที่มาของการคาดการณ์ว่าภูมิใจไทยจะได้73คน
ส่วนรอบนี้คิดว่าพรรคภูมิใจไทยก็มีบุคลากรในบริบทเเดียวกันที่มีความรู้ความสามารถเท่ากัน แต่ละคนก็ให้แนวคิดเป็นนโยบายที่เชื่อว่าจะสร้างความมั่นใจ ให้กับคนทุกช่วงวัยได้
ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์สส.บัญชีรายชื่อจากรอบที่แล้วซึ่งภูมิใจไทยได้3คนนั้น คิดว่าขี้หมูขี้หมาต้องได้สัก7คนภูมิใจไทยไม่เคยได้น้อยขนาดนั้นซึ่งยอมรัยว่ามาจากกระแสพรรคส้ม มาเที่ยวนี้เราก็ต้องได้มากพอสมควรอาศัยว่าเราได้เข้ามาเป็นรัฐบาลและแกนนำรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีและได้แสดงผลงาน3เดือน อย่างน้อยสิ่งที่ประชาชนเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทยคือเราเป็นพรรคที่กล้าตัดสินใจและรู้ว่าอยู่ในสถานะไหน โดยเฉพาะการดีลกับคู่กรณีที่เราจะไปแสวงหาความร่วมมือและความช่วยเหลือจากเขาอย่างไร
นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ตัวเลขคาดการณ์สส.บัญชีรายชื่อรอบนี้คาดหวังอยู่ที่10-15ที่นั่ง
ถามย้ำว่า ขณะนี้คาดการณ์ว่าภูมิใจไทยจะได้เป็นรัฐบาล200ที่นั่งนายอนุทินกล่าวว่า มีทุกออปชั่น สูงสุด200 ขณะที่ต่ำสุดคือ130 ที่นั่ง
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์พรรคภูมิใจไทยโหนกระแสรักชาติ รวมถึงประเด็นที่มีการปราศรัยโดยพาดพิงประเด็นอังเคิลว่า ก่อนที่ตนจะเข้ามามีการนำชาติไปเป็นเบี้ยล่างในทุกๆประเด็น
"พรรคที่มาว่าผมใช้คนที่ไม่ได้มีส่วนเสียหายมาพูดอะไรก็ได้แต่ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ พูดมาก็โดนสวนกลับไปทีไม่ได้เสียหายอะไร แต่คนที่เสียหายคืออดีตนายกฯ"
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสูตรจับขั้วรับฐาลหลังวันที่8ก.พ. ต้องให้สิทธิพรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลแต่หากที่หนึ่ง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากพรรคอันดับ2และ3แพ็คกันก็เป็นสิทธิของเขา
ส่วนโอกาสในการจับมือกับพรรคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้นายญัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนประกาศจะไม่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ขอกลับไปคิดออปชั่นนี้ก่อน เพราะผมก็มั่นใจในระดับหนึ่ง
ทั้งนี้เงื่อนไขที่ประกาศชัดเจนคือต้องไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด1และ2รวมถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 ส่วนเรื่องอื่นขอกลับไปคิดก่อน
ถามย้ำว่า มั่นใจว่าภูมิใจไทยจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง นายอนุทิน กล่าวว่า "ครับ" ก่อนระบุว่า "ตรงนั้นก็ Take it from there ผมจะไม่ออกมาซ่าก่อนถ้าผมเป็นที่2 ที่3 ผมก็จะอยู่นิ่งๆรอให้ที่หนึ่งเขาจัดก่อนที่1เขาจะชวนผมรึเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าเขาชวนเราก็ต้องมานั่งคุย"
นายอนุทิน ยังกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นคนกำหนดมาโดยตลอดว่าเราจะอยู่ในสถานะไหนปี2596เรามีโอกาสเป็นรัฐบาลหัวหน้าพรรคมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้คิดถึงการเป็นที่2เพราะต้องใช้ทุกองคาพยพที่มีอยู่สร้างความมั่นใจจากประชาชนให้ได้
ถามว่า ยังจับกับแดงได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่าคุยได้กับทุกฝ่ายตนไม่เคยฟาดใครก่อน แต่ถ้าฟาดด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จตนก็ต้องออกมาแก้ คนที่ฟาดส่วนใหญ่ก็เอาข้อมูลที่เป็นเท็จเช่นบอกว่าเอาเขากระโดงมาคืนผมจะเอาที่ไหนมาคืน ในเมื่อไม่มีเขากระโดงอยู่กับผมแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ยืนยันว่าที่ผ่านมาดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา
นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายถึงการร่วมรัฐบาลกับ พรรคกล้าธรรม กับพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ต้องรอผล ถ้าเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็จะเป็นคนกำหนด แต่ยังไม่ขอบอกว่าใครทั้งสิ้น ผมไม่เอาอย่างเดียวคือคนผิดกฎหมายคนที่ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่ดีไม่ประกอบอาชีพสุจริตแต่ตรงนี้ต้องมี กฎหมายมายืนยัน





