วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

'อภิสิทธิ์' จี้ 'กกต.' ไขปมซื้อเสียง สุราษฎร์ หวังเป็นคดีตัวอย่าง

'อภิสิทธิ์' จี้ 'กกต.' ไขปมซื้อเสียง สุราษฎร์ หวังเป็นคดีตัวอย่าง

"อภิสิทธิ์" บอกให้ถามชาวบ้าน ปมซื้อเสียง 5 ใบเทา พร้อมจี้ "กกต." เร่งสอบ คดีสุราษฎร์ ใน 1-2 วัน หวังเป็นตัวอย่างปรามคนซื้อเสียง

ที่อุทยานนกน้ำคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสตอบรับการเลือกตั้งพื้นที่ภาคใต้ว่า  หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงตามความนิยมของผลสำรวจ ส่วนตัวมีความมั่นใจทั้งหมด แต่ทราบว่ายังมีปัจจัยแทรกซ้อนเข้ามาอยู่ ดังนั้นตนจึงอยากขอคนในพื้นที่ภาคใต้ ว่าขอให้ยึดพรรคที่มีแนวทางการเมืองสุจริตและเข้มแข็ง เพื่อให้เข้าไปทำงานในสภาฯ 

"ตอนนี้ประชาชนเห็นภาพชัดว่าการเมืองที่มีทุนเทาครอบงำ มีแต่การทุจริตคอรัปชัน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ประเทศไม่ได้ไปไหน ดังนั้น จึงเป็นการกระตุ้นให้เห็นว่าเมื่อเชื่อมโยงมาถึงเรื่องการเลือกตั้งแล้ว หากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเข้าไปทำงาน อยากให้ประชาชนมั่นใจว่าใครมีอำนาจขัดขวางปราบปรามเรื่องทุนเทาต้องถูกโยกย้ายออก แล้วจะต้องมีการเสริมในเรื่องของอำนาจทางกฎหมาย นำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อตรวจจับสิ่งเหล่านี้ให้ได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง และเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหญ่  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าใจว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เบาะแส จึงเข้าไปตรวจสอบ ส่วนตัวอยากให้ดำเนินการอย่างจริงจัง หากทำให้เห็นได้ใน 1- 2 วัน เพราะจะช่วยได้อย่างมากในการปรามไม่ให้การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในพื้นที่ส่วนอื่น ส่วนความคาดหวังของตนเองนั้นก็อยากให้มีการตรวจสอบไปตามข้อเท็จจริง และขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา 

เมื่อถามถึงการประเมินในช่วงสถานการณ์โค้งสุดท้าย จะมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงรุนแรงหรือไม่นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า รุนแรง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีคนพูดอยู่ว่าอาจจะเป็นการเลือกตั้งที่เป็นการใช้เงินมากที่สุดอีกครั้ง เพราะหลายคนเห็นอาการตั้งแต่ก่อนยุบสภาฯ ซึ่งมีการพูดถึงตัวเลขของสส. ที่มีการเปลี่ยนแปลงย้ายพรรค 

ส่วนที่มีการระบุว่าจะมีการซื้อเสียงมากถึง 5 ใบเทา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ผมไม่ทราบ ต้องไปถามชาวบ้าน"

เมื่อถามถึงการหารือกับภาคเอกชนในพื้นที่ประสบน้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนลงพื้นที่มาแล้ว 3 ครั้ง ยอมรับว่าภาคเอกชน มีความลำบากมาก เพราะหลังจากเหตุการณ์ยุบสภาฯ การช่วยเหลือต่าง ๆ หยุดชะงักลง ซึ่งตนพยายามเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหลายครั้ง ซึ่งไม่มีการติดใจในการนำเงินกองกลางมาสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือ แต่รัฐบาลกับกกต. ไม่สามารถที่จะผลักดันกลับมาได้

"การเร่งจัดสรรงบประมาณเข้ามา เพื่อฟื้นฟูเยียวยาและการจัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยวหรือการเสริมการค้า ก็จำเป็นจะต้องเร่งทำ ควบคู่กับการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน ป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ไม่นับการยกระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ การเตือนภัย การอพยพให้เป็นระบบอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนครั้งที่ผ่านมา"นายอภิสิทธิ์ กล่าว