นักวิเคราะห์มองการแบ่งขั้วหนุนประชาธิปไตย-ทหาร อย่างที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2566 และ 2562 หายไปแล้ว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้คาดการณ์ยากและไม่เชื่อมโยงกับนโยบาย
ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยรับเชิญและผู้ประสานงานโครงการประเทศไทยศึกษาจากสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวกับ แชนเนลนิวส์เอเชีย (ซีเอ็นเอ)
“การเลือกตั้งครั้งนี้แทบไม่มีความแตกต่างทางอุดมการณ์ให้เห็นอย่างชัดเจนเลย” โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งล่าสุด ที่เปรียบเหมือน “การลงประชามติ” ว่าจะให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหารอยู่ต่อหรือไม่ เขาโค่นรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2557ซึ่งเป็นการรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จครั้งที่ 13 ของไทย นับตั้งแต่สิ้นสุดการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พ.ศ.2475
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า นั่นไม่ได้หมายความว่า พรรคประชาชน ไม่สามารถแข่งขันได้ แต่พรรคจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงใหม่ๆ มากกว่าที่จะผลักดันอุดมการณ์การปฏิรูปในวงกว้างต่อไป
ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองหลายคนเห็นพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในหมู่โหวตเตอร์หนุ่มสาว ทั้งพรรคประชาชนและพรรคคู่แข่งต่างแย่งชิงคะแนนเสียงของคนกลุ่มนี้
ผู้นำพรรคประชาชน กล่าวกับซีเอ็นเอว่า พรรคกำลังปรับเปลี่ยนทิศทางจากการลงถนนมาเป็นพรรคที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น สามารถดึงดูดคะแนนเสียงและความไว้วางใจจากคนทั้งประเทศได้
ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองใหญ่อื่นๆ ที่พึ่งพานักการเมืองอาวุโสมาอย่างยาวนาน กำลังปรับปรุงแนวทางของตนเองในกรุงเทพฯ ด้วยมืออาชีพหน้าใหม่ เพื่อหวังดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ในเมือง ที่ส่วนใหญ่เคยลงคะแนนให้พรรคการเมืองก่อนหน้าพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
ผลสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศทั้งจากสวนดุสิตโพลและนิด้าโพล พบว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน วัย 38 ปี ได้รับความนิยมให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด เหนืออนุทิน ชาญวีรกูล วัย 59 ปี ผู้นำพรรคภูมิใจไทย และยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ วัย 46 ปี จากพรรคเพื่อไทย
ตัวพรรคเองก็นำพรรคอื่นอย่างชัดเจน ผลโพลจากทั้งสองสำนักพบว่า ได้คะแนนนิยมราว 30-34% เหนือภูมิใจไทยที่ได้คะแนนนิยมระหว่าง 18-22% และเพื่อไทย 15-16%
ทั้งนี้ พรรคการเมืองที่ต้องการตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากจำเป็นต้องได้ ส.ส.250 คนจากสภา 500 คน และครั้งนี้ต่างจากในปี 2566 ที่ ส.ส.ทั้ง 500 คนเป็นผู้ลงมติโหวตนายกฯ ไม่ต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา
ณพล มองว่า ด้วยสูตรนี้จึงยากที่พรรคใดจะตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว จำเป็นต้องต่อรองแลกเปลี่ยนตั้งรัฐบาลผสม
“หลายคนรู้สึกว่าจะได้รัฐบาลผสมสองหรือสามพรรคใหญ่” เท่ากับว่า พรรคการเมืองยังคงเปิดทางเลือกไว้กว้างๆ ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมกับใครบ้าง
“การจับขั้วกันอย่างแปลกประหลาดหลายเป็นปทัสถานการเมืองไทยไปแล้ว และผมว่า โหวตเตอร์แทบไม่มีข้อมูลอะไรเลยว่า คะแนนเสียงของพวกเขาจะไปตั้งรัฐบาลได้อย่างไร” นักวิชาการรายนี้กล่าว





