วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

เลขาฯ กกต.สรุปเลือกตั้งล่วงหน้า เตือนผู้ลงคะแนน อย่าเปิดเผยเบอร์ที่เลือก

เลขาฯ กกต.สรุปเลือกตั้งล่วงหน้า เตือนผู้ลงคะแนน อย่าเปิดเผยเบอร์ที่เลือก

เลขาฯ กกต.สรุปภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้าไร้ปัญหา เตือนผู้ลงคะแนนแล้ว เปิดเผยหมายเลขที่เลือก อาจถูกร้องเรียน ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม

1 ก.พ.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงภาพรวมของการเปิดการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งใน และนอกเขตเลือกตั้งว่า จำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขตเลือกตั้ง 8,610 คน ลงทะเบียนล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง 2,206,138 คน และลงทะเบียนสำหรับผู้พิการทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ 1,666 คน
โดยมีหน่วยเลือกตั้งในเขต 521 แห่ง นอกเขตเลือกตั้ง 524 แห่ง สำหรับผู้พิการผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ 22 แห่ง 

ภาพรวมตั้งแต่เวลา 08.00 น. ที่เปิดให้มีการลงคะแนน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  มีผู้การออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมาก มากที่สุด คือ เขตบางกะปิ จำนวน 5.8 หมื่นคน มีบางหน่วยที่สถานที่อาจจะไม่พอกับจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ หรือบางพื้นที่มีปัญหาการจราจรหนาแน่น

เท่าที่ได้รับรายงาน เขตบางกะปิ จตุจักร เชียงใหม่ ซึ่งมีการลงทะเบียนมากกว่า 5 หมื่นคน เจ้าหน้าที่ยังสามารถอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเรียบร้อย แต่มีที่บางเขต กทม. มีผู้ลงทะบียนกว่า 1 หมื่นคน อาจมีปัญหาการจราจรบ้าง แต่ประสานตำรวจ และแก้ไขปัญหาได้เรียบร้อยแล้ว ประชาชนสามารถเข้าไปยังหน่วยเลือกตั้งได้รวดเร็ว

ทั้งนี้ มีบางพื้นที่อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ไม่เรียบร้อย คือ จังหวัดชลบุรี ที่เอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของผู้สมัครลำปางที่ติดหน้าหน่วย ไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครพรรคประชาชน หมายเลข 8 เนื่องจากเกิดความผิดพลาด โดยจังหวัดลำปางส่งเอกสารแนะนำตัวผู้หมายเลข 6 มาซ้ำ 2 ใบ แต่ไม่มีหมายเลข 8 ย้ำว่า เป็นความผิดพลาดในการจัดส่ง ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทางชลบุรีได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

นายแสวง กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์อื่นๆ ขณะนี้ได้รับรายงานว่า มีประชาชนบางคนเมื่อใช้สิทธิแล้ว ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าตนเองเลือกใคร กาหมายเลขอะไรบ้าง ตรงนี้อยากให้ระมัดระวัง เพราะอาจจะนำไปสู่การร้องเรียน ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูข้อเท็จจริงว่า เป็นการแสดงความเห็นโดยเจตนาว่าทำไปเพราะอะไร ซึ่งอาจจะถูกร้องเรียนว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามถึง สถานการณ์การซื้อเสียงเป็นอย่างไร นายแสวง กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานกกต. การบริหารจัดการ ไปถึงวันที่ 8 ก.พ. มี 2 เรื่อง

1. ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปด้วยดี ให้มีการหาเสียงด้วยถ้อยคำที่ดี ไม่ใส่ร้าย

2. ทำให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมไม่มีการซื้อเสียง ซึ่งจากการรายงานของจังหวัดที่ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เรามีชุดเคลื่อนที่เร็ว ที่ใช้ตำรวจเกือบครึ่งประเทศ ชุดป้องกันป้องปรามในการหาข่าวไม่ให้ซื้อเสียงได้ 

โดยในการข่าวเราพบว่ามีการเคลื่อนไหว แต่ยังไม่มีการกระทำเกิดขึ้น ผู้สมัครยังดำเนินการไม่ได้ นี่เป็นผลจากการที่เราเน้นเรื่องการป้องกัน ซึ่งกระบวนการคือ

1.จับตอนการดำเนินการ

2. คือจับการซื้อเสียง

3. การหาคนไปเป็นพยาน

เรารู้ปัญหานี้ดี จึงได้เน้นการหาข่าวแล้วป้องกันไม่ให้มีการซื้อเสียงได้ ส่วนการซื้อเสียงตอนนี้ยังไม่มีประเด็น แต่มีเรื่องการร้องเรียนการหาเสียงทางโซเชียลฯ มากกว่า 

นายแสวง ยังได้ชี้แจงกรณีที่เคยให้ข่าวก่อนหน้านี้ว่า เตรียมเงินได้ แต่อย่าซื้อเสียง ว่า ตามกฎหมายแล้ว มาตรา 73 ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียม หรือการไปซื้อเสียง เป็นความผิดทั้ง 2 อย่าง เมื่อวาน (31 ม.ค.) ตนอาจจะพูดเร็วไป ตนต้องการสื่อสารว่า การเตรียมการนั้นอยู่ในที่ลับ การจะจับก็ทำได้ยาก จึงต้องเน้นไปที่การป้องปราม ช่วงเตรียมการเราจึงเน้นเรื่องการหาข่าว หรืออย่างเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งข้อมูลมา ก็จะประกอบการสอบสวน ว่าคนไปเบิกเงินนั้นมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติหรือไม่ เป็นผู้ช่วยหาเสียงหรือไม่ เบิกเงินมาเพื่ออะไร และได้นำเงินไปใช้อะไรบ้าง 

ตอนนี้เป็นขั้นตอนจังหวัดในการดำเนินการป้องปราม ซึ่งทางจังหวัดจะมีบัญชีหัวคะแนนอยู่ เขาจะประเมินพื้นที่ว่าเป็นพื้นที่สีแดง แข่งขันเข้มข้น การทำงานในพื้นที่ก็จะร่วมกับหลยหน่วยทั้งตำรวจ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และภาคประชาชน ดังนั้น ตอนนี้อยู่ในช่วงการกดดัน ป้องกัน ความตั้งใจเราคือ ไม่อยากให้มีการใช้เงินซื้อเสียง 

“ผมเชื่อว่าคนมีตัง แต่การจะไปจับคนช่วยเตรียมการนั้นยากกว่าการป้องกัน ซึ่งการเตรียมการผิดอยู่แล้ว แต่เวลาเราสงสัย เราไม่สามารถไปค้นได้ทันที ต้องมีหมายค้น ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ต่างจากการซื้อเสียง ซื้อแล้วจะมีหลักฐานพอสมควร แต่เรื่องการเตรียมการนั้น การข่าวเราต้องดี และต้องมีหลักฐาน สามารถออกหมายจับ ล็อกตัวได้เลย” เลขาธิการ กกต.กล่าว

นายแสวง ตอบข้อถามถึงกรณีเงิน 7,000 บาท ที่ภาคอีสาน ที่แม่ค้าโพสต์ลงโซเชียลฯ พร้อมทั้งระบุว่า เป็นเงินซื้อเสียง โดยระบุว่า มีการตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่เงินซื้อเสียง แต่บุคคลดังกล่าวขายของในตลาด แล้วโพสต์ลงในอินสตาแกรม แล้วมีคนไปแคปหน้าบัญชีของแม่ค้ารายนั้น เพื่อไปทำคอนเทนต์ ว่ามีการซื้อเสียง ซึ่งทางกกต.ก็รู้ตัวคนแคป และคนโพสต์แล้ว ทั้ง 3 คนเรากำลังไปสอบอยู่ 

เมื่อถามถึงกรณีมีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง มีพฤติกรรมเหมือนหัวคะแนน จะมีการตรวจสอบหรือดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เจ้าหน้าที่ไปเป็นหัวคะแนนไม่มี ขนาดญาติผู้สมัคร หรือผู้ช่วยหาเสียง เราจะไม่ตั้ง ถ้าไปเป็นหัวคะแนน ยิ่งไม่ใช่เลย ก่อนตั้ง เราได้มีการตรวจสอบแล้ว 

เมื่อถามถึงกรณีข่าว อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน(อสม.) ออกมาแฉว่ามีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข เรียกประชุม อสม.พูดจาโน้มน้าวให้ลงคะแนน และหาเสียงช่วยผู้สมัครสส.ศรีสะเกษ เขต 3 นายแสวง กล่าวว่า เรื่องนี้ตนขอไปตรวจสอบ ดูหลักฐานก่อน เราเป็นกรรมการ เราไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้