ยุทธศาสตร์การพา สส.เข้าสภาของ พรรคกล้าธรรม ที่ส่งผู้สมัครในการเลือกตั้งแบบเขตไม่ครบทั้ง400 ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ350คน ที่อิงฐานการเมืองบ้านใหญ่ เครือข่ายท้องถิ่น ล็อกเป้าเป็นรายพื้นที่ เน้นหนักในจุดที่เคยมีผู้แทนฯ เดิมอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อผ่านครึ่งทางของการหาเสียงเลือกตั้ง จนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย กล้าธรรม มีกระบวนการคัดกรองผู้สมัครแบบเขต ให้เหลือเฉพาะเกรดเอ ประมาณ100คน ตามที่ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวของพรรค ระบุ นั่นเท่ากับว่า คนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเท่านั้น ถึงจะทุ่มทรัพยากรสู้ศึก
เป้าหมายการเป็นพรรคตัวแปรของกล้าธรรม กับตัวเลข สส. ที่มีแนวโน้มเป็นไปได้คือ 30-40 ที่นั่งบวกลบ โดยคู่แข่งในฐานะตัวแปรด้วยกันหนีไม่พ้นพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ไก่โห่ ทางใครทางมัน ไม่จับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคธรรมนัส
แม้จะเป็นที่รับรู้กันดีว่ากล้าธรรม คือพันธมิตรที่เหนียวแน่นของอนุทิน ชาญวีรกูล และภูมิใจไทย มาตั้งแต่ร่วมรัฐบาลพรรคส้มค้ำ ตามเงื่อนไขMOA แต่สุดท้ายสวรรค์วิมานสวยหรูที่ฝันอยากเห็นรัฐธรรมนูญได้รับการแก้ไข ก็พังลงคาตา จนยุบสภา เลือกตั้งใหม่
แน่นอนว่ากล้าธรรม นอกจากจะไม่ใช่มิตรในทางการเมืองของประชาธิปัตย์แล้ว พรรคประชาชน เอง ก็มองเช่นเดียวกับพรรคสีฟ้า โอกาสของกล้าธรรม จึงเปิดกว้างสำหรับภูมิใจไทย และเพื่อไทย 2พรรคแกนหลักที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลต่อไป
เพื่อไทย ที่เน้นจุดขายเรื่องนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง เล่นกับความหวือหวา ส่วนภูมิใจไทย ที่เหมือนจะเริ่มตันในทางกลยุทธ์หรือไม่อย่างไร หลังมีแค่นโยบายชูโรงคนละครึ่งพลัส และภาพลักษณ์เลิศหรูของคนนอกที่ดึงเข้ามา
ล่าสุด ภูมิใจไทย เลือกเดินในแนวขวาจัด อัปเกรดชาตินิยมพลัส จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการปลุกเร้าประชาชนให้เลือกพรรคที่รักชาติ ซึ่งหมายถึงสีน้ำเงิน ไม่เอาพรรคไม่รักชาติ ซึ่งพูดตีขลุมให้เข้าใจได้ค่อนข้างกว้าง หมายถึงส้มหรือแดง หรือเหมารวมทุกพรรค
“ปัจจุบันนี้การเมืองควรจะเลือกฝ่าย ฝ่ายที่รักชาติกับฝ่ายที่ไม่รักชาติ ผมอยากประกาศให้คนไทยฟังชัดๆ ว่าพรรคไหนที่รักชาติ ขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเขา ฝ่ายไหนที่มีการละเลยเมื่อเกิดสงคราม เราก็ไม่ควรไปใส่ใจ และผลักดันกับพรรคนั้น” พิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภูมิใจไทย ประกาศ
ดูเหมือนภูมิใจไทย ที่เริ่มออกอาการแปลกๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่า โพลของพรรคที่ผู้ยิ่งใหญ่สีน้ำเงิน ถือในมือ อาจบ่งบอกอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่คาดเอาไว้ตั้งแต่ต้นหรือไม่
จนเป็นที่มาของการที่พรรคน้ำเงินต้องยืมวาทกรรมลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ สมัยประชาธิปัตย์สู้กับทักษิณ ชินวัตร อย่างหนักหน่วง “ไม่เลือกเราเขามาแน่” มาใช้ ต่อด้วยนิยามตัวเองเป็นพรรครักชาติ พรรคบางพรรคนั้นไม่ใช่
สถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ แข่งขันกันระหว่าง3พรรค ส้ม แดง น้ำเงิน ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กับผลสำรวจของโพลหลายสำนัก ที่คาดกันไว้ว่า ทั้ง3พรรค มีโอกาสได้ สส. ยืนพื้นหลักร้อย ตัวเลขอาจแตกต่างประมาณหลักสิบ
เช่น โพลใต้ดิน ที่นักเสี่ยงโชคพอรับรู้กันบ้างแล้วตัวเลขประเมินให้สีน้ำเงิน 140+- ส้มและแดง เท่ากัน120+- น่าสนใจว่าช่วงโค้งสุดท้ายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน แต่ละพรรคคงพอจะทราบทิศทางและการปรับกลยุทธ์ไม่กี่วันก่อน8ก.พ.69 จะมาถึง
แนวโน้มที่3พรรคหลัก จะได้ สส.แบบแลนด์สไลด์ หรือตั้งรัฐบาลพรรคเดียว จึงค่อนข้างเป็นไปได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น แต่ละพรรคเลยต้องอาศัยพรรคพันธมิตร และพรรคตัวแปรทั้งหลายเข้ามารวมกันให้มากที่สุด
ถ้าประชาธิปัตย์ ออกตัวไม่ไปกับกล้าธรรม นั่นเท่ากับกดดันให้ภูมิใจไทย ต้องเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งหรือไม่ ตรงนี้จึงน่าจะเป็นอีกเงื่อนไขแห่งความอลหม่านหลังเลือกตั้งหรือช่วงฟอร์มรัฐบาลพอสมควร
ทุกอย่างจึงอยู่ที่จำนวน สส. และการเจรจาต่อรองของแต่ละพรรค แต่ระหว่างภูมิใจไทย และกล้าธรรม สีน้ำเงิน อาจไม่เสี่ยงแตกหักกับพรรคธรรมนัสหรือไม่ เพราะน่าจะเป็นคนที่รู้ไส้รู้พุง รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง 3น. ที่ร่วมกันพลิกขั้ว ดันอนุทิน ผลาด เป็นนายกฯ คนที่32 สำเร็จ





