การคัมแบ็กหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในรอบ 6 ปีของ “เดอะ มาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เพียงแต่จะสะท้อนภาพการปลุก “ดีเอ็นเอสีฟ้า” เพื่อพลิกฟื้นเรตติ้ง “ค่ายพระแม่ธรณี” พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยให้คืนกลับมาเท่านั้น
แต่การกลับมาของ “อภิสิทธิ์” ในรอบนี้ยังถือเดิมพันสูงลิบ ไปถึงการนำพา “ประชาธิปัตย์” ซึ่งในอดีตเคยเป็นหัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยม กลับมาผงาดใน“สมการการเมือง” โดยมีเป้าหมายสำคัญ ทั้งภาคใต้ ซึ่งรอบนี้จะมี “59ตั๋วผู้แทน”
“พรรคสีฟ้า”ที่กำลังเป็น “พรรคกระแส”เห็นชัดถึงผลสำรวจ “นิด้าโพล” 3 ครั้ง
ครั้งแรก เผยแพร่ผลสำรวจเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2568 เรื่อง“กระแสการเมืองภาคใต้” ที่พบว่า ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค มีคะแนนนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง
ต่อมาผลสำรวจหัวข้อ “เลือกตั้ง69 ของคนสงขลา” เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 พบว่าคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ และ“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”หัวหน้าพรรค มีคะแนนนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง
ล่าสุดผลสำรวจหัวข้อ “เลือกตั้ง 69 ของคนนครศรีธรรมราช” เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2569 พบว่าคะแนนของทั้ง “อภิสิทธิ์” และพรรคประชาธิปัตย์ ยังมาเป็นอันดับหนึ่ง
ทว่า มารอบนี้ “พรรคสีฟ้า” ต้องต่อสู้กับ “พรรคกระสุน” คือ ภูมิใจไทย และกล้าธรรม ที่ยามนี้ถืออำนาจรัฐในมือ โดยเฉพาะ “พรรคน้ำเงิน” ก่อนหน้านี้เพิ่งปล่อยแคมเปญ “พิพัฒน์ หยัดได้” ขอโอกาสทวงคืน 30 ปีที่เสียไป ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน คุณภาพชีวิตและความมั่นคง
ท่ามกลางศึกนโยบายที่กำลังประชันกันอย่างดุเดือดในเวลานี้ ล่าสุดจึงได้เห็นท่าทีของคีย์แมนสีฟ้า “ชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแคมเปญรุกกลับในช่วงโค้งสุดท้าย ทวงคืน “ศักดิ์ศรีชาวใต้ ใครอย่ามุ่งหมาย ซื้อด้วยเงินตรา”
ขณะที่อีกหนึ่งสนามสำคัญที่ต้องจับตาคือ พื้นที่ กทม. รอบนี้ประชาธิปัตย์ถือเดิมพันสูงลิบ เพื่อล้างอาถรรพ์สูญพันธุ์ในสนามเมืองหลวง จากการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา
จับอาการ “อภิสิทธิ์”ล่าสุด พูดถึงความมั่นใจในสนามเมืองหลวงรอบนี้ บางเขตมีโอกาสชนะชัดเจน ขณะที่อีกหลายเขตมีความเป็นไปได้ที่จะได้ชัยชนะ
ความน่าสนใจในสนามกทม.จากข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อัปเดตล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 พบว่าการเลือกตั้งรอบนี้ จะมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 53 ล้านคน เฉพาะสนาม กทม.มีสส.33ที่นั่ง เป็นจังหวัดเดียวที่มีจำนวนประชากร มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด ถึง 4.5 ล้านคน
ขณะเดียวกันการเลือกตั้งรอบนี้ ยังมีตัวเลขกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ “First voter” จะมีจำนวนทั้งสิ้น 3.2-3.4 ล้านคน คิดเป็นจำนวนสัดส่วนจากประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 6%
หากแยกตามเจนเนอเรชั่นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรอบนี้ จะแบ่งเป็น เจน Z (18-28 ปี) คิดเป็น 18.5% เจน Y (29-44ปี) คิดเป็น 26% เจน X (45-60 ปี) คิดเป็น 27.7% และเจน B หรือเบบี้บูมเมอร์ (61-79 ปี) คิดเป็น 25.8%
เช่นนี้จึงได้เห็นการเปิดศึกเชิงสัญลักษณ์ ปล่อยแคมเปญ “ล้างประเทศ” ปลุกแม่พระธรณีฯ เวอร์ชันอนิเมะ ประกาศกร้าว ปราบทุนเทา-ทุจริตทั้งแผ่นดิน เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา หวังสื่อสารผ่านคลิปวิดีโอสั้นสไตล์อนิเมะ อัญเชิญสัญลักษณ์ประจำพรรค “#แม่พระธรณีบีบมวยผม” รีดีไซน์ใหม่ ในภาพลักษณ์ร่วมสมัย
เพื่อประกาศจุดยืนการเมืองต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และการขยายตัวของ “ทุนเทา” ที่พรรคมองว่า เป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างรัฐไทย หวังเจาะกลุ่ม “First voter” ที่จะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกถึง 3.2-3.4 ล้านคน
แน่นอนว่า ท่ามกลางสารพัดแคมเปญที่ถูกปล่อยออกมาในเวลานี้ ยังต้องจับตา 2 สัปดาห์ก่อนการเมืองจะเข้าสู่โหมดชี้ชะตาการเมืองไทยผ่านคูหาเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.
ภายใต้เดิมพันของค่าย“พระแม่ธรณี” ซึ่งที่ไม่ใช่แค่การพลิกฟื้น“คะแนนนิยม”ที่ดิ่งหนักในช่วงที่ผ่านมาเพียงเท่านั้น แต่หมายถึงโอกาสในการนำพา“ประชาธิปัตย์” เป็น“พรรคฟ้าใหม่” ใน“สมการการเมือง” หลังจากนี้อีกด้วย!





