“สติธร” จับตาการเมืองปล่อยหมัดเด็ด ชิงตัวเลข “สส.” โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลอาจยุ่งยาก หาก 3พรรคได้คะแนนสูสี รอดูปัจจัยนอกการเมือง หนุน
นายสติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการล่วงตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. ว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า ประมาณ 2.4 ล้านคน สำหรับบางพรรคการเมืองไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เพราะผู้ที่จะลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหหน้านั้นเป็นกลุ่มของสีส้ม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะยังปล่อยแคมเปญ หรือทีเด็ดในช่วงนี้ และอาจรอจนกว่าจะถึงสัปดาห์หน้าที่ใกล้เลือกตั้งจริง วันที่ 8 ก.พ. ที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิ์จำนวนมาก อย่างไรก็ดีตนมองว่าแต่ละพรรคทราบว่าพื้นที่เป้าหมายของตนเองอยู่ที่ไหน ดังนั้นการปล่อยนโยบายจะถูกกำหนดไว้ชัดเจน ไม่ปล่อยของพร่ำเพรื่อ
นายสติธร กล่าวด้วยว่าสำหรับนโยบายของพรรคการเมืองที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านั้น ตนมองว่าเป็นส่วนที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจได้ว่าจะชอบหรือจะซื้อนโยบายนั้นหรือไม่ เช่น นโยบายเงินล้านของพรรคเพื่อไทย ที่อาจวางกลุ่มเป้าหมายไว้ที่กลุ่มคนรากหญ้า ไม่ใช่คนเลือกตั้งล่วงหน้า ขณะที่พรรคภูมิใจไทยถูกจับตาเช่นกันว่าจะปล่อยนโยบายหมัดเด็ดในช่วงโค้งสุดท้ายหรือไม่ เพราะการชูแต่ชาตินิยมอย่างเดียวไม่พอแล้ว อีกทั้งตัวชูโรงของภูมิใจไทยที่อยู่ในด้านเศรษฐกิจสังคมจับตาด้วยว่าจะมีอะไรเปิดออกมาหรือไม่
เมื่อถามถึงการเปิดนโยบายใหม่ หรือ เวทีปราศรัยโค้งสุดท้ายจะมีผลใดกับการเปลี่ยนแปลงจำนวนเก้าอี้สส.ที่แต่ละพรรคได้รับจากการสำรวจที่ผ่านมาหรือไม่ นายสติธร กล่าวว่า มีผลแน่นอน และอาจมีผลทำให้ตัวเลขเก้าอี้ขยับได้จากผลสำรวจ เพราะแต่ละพรรครู้เกม รู้ยุทธศาสตร์ว่าอยู่ที่ไหน และต้องทำอะไร ตัวเลขที่ผลสำรวจออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าเป็นตัวเลขที่นิ่งแล้ว ซึ่งแต่ละพรรคต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อทำให้ดีกว่า ทำให้มั่นใจได้จริงว่าในเขตนั้นมีโอกาสชนะจริง เพราะอย่าลืมว่าหากเผลอ ฝ่ายตรงข้ามอาจทำได้ดีกว่า และอาจเสียคะแนนในโค้งสุดท้ายได้
“ปัจจัยที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงยังมี หากพรรคไหนมองว่าคนของตัวเองมีกระแส ต้องย้ำกระแส หรือ พรรคไหนมีกระสุนต้องย้ำกระสุน ซึ่งนโยบายคือกระแส แต่นโยบายปัจจุบันมักจะพ่วงกระสุน คือการนำโครงการพร้อมงบประมาณลงพื้นที่ คือกระสุนภาครัฐ ที่พรรคจะนำเสนอเพื่อสื่อสารว่าหากตัวแทนของพรรคได้เป็นสส.ที่นี่ คิดดูว่างบประมาณจะมาหรือไม่ แบบนี้เรียกว่าเป็นการยิงกระสุนแบบไม่ใช่เงินซื้อเสียง” นายสติธร กล่าว
เมื่อถามถึงการประเมินผลการเลือกตั้งที่สัมพันธ์กับการจัดตั้งรัฐบาล นายสติธร กล่าวว่า หากพรรคใหญ่ตัวเลขใกล้เคียงกัน คือ 100 ต้นเท่าๆ กันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลยุ่งมาก ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีมาแล้ว ที่พรรคใหญ่มีตัวเลขที่ไม่หนีห่างกัน คือ 90-80-70 คะแนน ดังนั้นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม ส่วนการเมืองยุคหลัง เป็นการเมืองแบบ 2 ขั้ว ที่ 2 พรรรคสู้กัน เมื่อผลออกมาเบอร์สองต้องถอยให้เบอร์หนึ่ง แต่ปัจจุบันเป็นการเมือง 3 ก๊กที่แต่ละพรรคเบียดคะแนนกัน และยังมีตัวแปรอื่นๆ ซึ่งอาจต้องรอดูว่าจะมีปัจจัยเหนือการเมืองเข้ามาหรือไม่ ซึ่งหากพรรคใหญ่ เช่น พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนนำฉีกขึ้นมาเป็น 170 เสียง ส่วนพรรคประชาชน ได้ 130 เสียง แบบนี้ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งมีข้อสรุปได้ไม่ยาก





