วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ลดเงื่อนไข’การเมืองป่วนกองทัพ ดับกระแส'ปั่นสมรภูมิเลือกตั้ง'

‘ลดเงื่อนไข’การเมืองป่วนกองทัพ   ดับกระแส'ปั่นสมรภูมิเลือกตั้ง'

กระแส “กองทัพฟีเวอร์” จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ทำให้นโยบายฝ่ายการเมือง ซึ่งจุดพลุโดย “พรรคส้ม” ที่เคยใช้ได้ผลในการเลือกตั้งปี 66 เช่น ปฎิรูปกองทัพ ลดกำลังพล ตัดงบประมาณ การใช้ความรุนแรงในหน่วย ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ธุรกิจกองทัพ ปฏิบัติการไอโอ วาทกรรมด้อย ค่าทหารมีไว้ทำไม

ทว่า รอบนี้กลับตาลปัตร แม้การสู้รบ ชายแดนไทย-กัมพูชา สิ้นสุดไปร่วมเดือนแล้ว แต่ทหารก็ยังยืนหนึ่งในใจคนไทย ส่วนการเลือกตั้งเดินมาถึงโค้งสุดท้ายการหาเสียงแน่นอนว่า “ภูมิใจไทย” ในฐานะ“รัฐบาล”ได้อานิสงค์มากที่สุด

หากย้อนดูวันแถลงข่าวเปิดนโยบายความมั่นคงของ “ภูมิใจไทย” ครั้งแรก “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะหัวหน้าพรรค นำเสนอทหารอาสาโดยจะเปิดรับสมัครทหารรับใช้ชาติ 100,000 คน ในรูปแบบรับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท

พร้อมโอกาสสอบรับราชการและเติบโตในเส้นทางอาชีพด้วย เรียกว่า เสริมความมั่นคงไทย สร้างอาชีพ และแก้ปัญหาทหารเกณฑ์ ที่เป็นประเด็นถกเถียงมายาวนานในสังคม

ส่วนพรรคที่เสียรังวัดมากที่สุด คือ “พรรคประชาชน” ที่ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ อธิบายชี้เป้าสื่อสารการเมืองให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะวาทกรรม ทหารมีไว้ทำไม ก็เพื่อปกป้อง ไม่ใช่ปกครอง ควบคู่กับการปล่อยหมัดแย็บ เตือนความจำประชาชนอย่าได้ลืมบาดแผลของกองทัพ เพราะหากลดระดับความฟีเวอร์กองทัพได้ ก็ดับกระแสขาขึ้นของพรรคที่เกาะกระแสกองทัพได้เช่นเดียวกัน

โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง “น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต” อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน ปล่อยคลิป 40 วินาที เหตุการณ์ ต.ค.ปี 68 แจ้งพิกัดทหารบก ค่ายแห่งหนึ่งใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำร้ายพลทหาร 

แต่ทีมโทรโข่ง ทบ. ยุค “ผบ.ปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ นำทีมโดย “เสธต๊อด”พล.ต.วินธัย สุวารี ได้รับการฝึกปรือมาอย่างดี ไม่ปล่อยให้ปัญหาภายใน กลายเป็นกระแสดราม่า ลดทอนความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกองทัพอีกต่อไป การตอบโต้ ชี้แจง เกิดขึ้นฉับไว ทันสถานการณ์ ไม่ปล่อยข้ามคืนข้ามวันเหมือนในอดีต

เหตุการณ์พลทหารทะเลาะชกต่อยกันภายในหน่วย ส่วนครูฝึกเกิดอารมณ์โกรธ ใช้กำลังทำร้ายพลทหารอีกคน ได้ลงโทษทางวินัยกับครูฝึก “จำขัง” 45 วัน และงดบำเหน็จ ตามระเบียบของทางราชการ

สำทับว่า กองทัพบก ยืนยันบุคลากรทุกคนภายในองค์กร เปรียบเสมือนเพื่อนรักร่วมชีวิตการทำงาน จะต้องอยู่ร่วมกันด้วยความรักความสามัคคี โดยจะไม่ยอมให้บุคคลใดมาแบ่งแยกหรือทำลาย ตามนโยบาย ผบ.ทบ.

พร้อมหันกลับมาเชือดนิ่มๆ “น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอีกคน อ้างทหารยศพันเอกทำไอโอโจมตีพรรค พร้อมเรียกร้องทหารหยุดแทรกแซงขวางทางการเมือง โดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง สะท้อนทัศนคติที่มีต่อกองทัพ

ส่วนกระดราม่าในโซเชียล เบี้ยเลี้ยงค้างท่อทหารสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงคาบเกี่ยวกับการยุบสภา เกิดความล่าช้าเพราะต้องรอตรวจสอบ ขออนุมัติตามระเบียบกฎหมาย เพิ่มขั้นตอนมากกว่าปกติ

ปัจจุบัน กองทัพบก ได้รับโอนเงินงบประมาณจากกรมบัญชีกลางแล้ว และได้ดำเนินการเร่งโอนจ่ายต่อไปยังหน่วยปฏิบัติราชการสนามทันที โดยกระบวนการโอนเงินทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้แต่ละหน่วยอยู่ในขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินให้ถึงมือกำลังพลโดยเร็วที่สุด

ตบท้าย “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ โพสต์ข้อความเด็ก ม.6 ถูกบังคับให้เข้าค่าย รด. เขาชนไก่ ตรงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ทำเสียสิทธิในการไปเลือกตั้ง

หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(นรด.) ในฐานะรับผิดชอบ ระบุหากไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ก็สามารถเลื่อนการฝึกไปผลัดถัดไปได้ พร้อมได้ชี้แจงโรงเรียนไปก่อนหน้านี้แล้ว ล่าสุด ประกาศงดเข้าค่ายวันที่ 8 ก.พ.


"ผมเตรียมพร้อม ทีมงานก็พร้อม หากมีอะไรที่พาดพิงกองทัพ ก็ต้องปกป้องศักดิ์ศรี และเกียรติยศขององค์กร เราเป็นข้าราชการประจํา งานการเมืองกับการทหารไม่ได้เกี่ยวพันกับโดยตรงส่วน ฝ่ายการเมืองจะเป็นเรื่องของนโยบายและการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการทํางาน เพราะกองทัพยึด 4 เรื่องหลัก 1.สถาบัน 2.งานป้องกันประเทศ 3.การรักษาความมั่นคงภายใน 4.งานช่วยเหลือประชาชน

เช่นเดียวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา บทบาทกองทัพบกมีหน้าที่ตามกฎหมาย ในการปกป้องอธิปไตย ในช่วงที่มีสถานการณ์ ก็มีช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่ได้มีอะไรที่กระทบการทํางานป้องกันประเทศ จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบเกี่ยวข้องอะไรโดยตรง ซึ่งงานป้องกันประเทศและงานหลักที่กองทัพบกทําอยู่ตามกฎหมาย เป็นงานที่ไม่ได้มีอะไรที่ดูแล้วไม่ดี เพราะฉะนั้นเชื่อว่าไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเราก็คงได้รับการสนับสนุนตามเหตุและผลที่สมควรแน่นอน" โฆษก ทบ. ตอบคำถาม หาก ปชน.เป็นรัฐบาล

ฟาก "ภูมิธรรม เวชยชัย" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาร่ายยาว สรุปไทม์ไลน์ไทย-กัมพูชา ยุครัฐบาลเพื่อไทย ต้นตอความขัดแย้งแท้จริงแล้ว เกิดจากการปราบสแกมเมอร์เข้มข้น และขยายวงไปสู่ข้อพิพาทตามแนวชายแดน

พร้อมการันตี รัฐบาลเพื่อไทยกับกองทัพทำงานอย่างใกล้ชิด เป็นที่มาการตอบโต้ อนุมัติ F-16 ขึ้นปฏิบัติการ สามารถยึดคืนและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญได้ 11 จุด ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลในเวลา 24.00 น วันที่ 28 ก.ค.2568 และทำให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับเข้าสู่การควบคุมของฝ่ายไทย

“ภูมิธรรม” เรียกร้อง ไม่ควรนำปมชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อนและกระทบกับชีวิตประชาชนและกำลังพล มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ในช่วงที่ประเทศกำลังตัดสินใจเลือกอนาคต การเมืองเข้มข้น ความคิดเห็นอาจแตกต่าง และมีการถกเถียงถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมือง มีบางเรื่องที่ควรถูกวางไว้เหนือความขัดแย้งและคะแนนนิยมนั้นคือ อธิปไตย ความมั่นคง และศักดิ์ศรีของประเทศ

ประเด็นความมั่นคง และอธิปไตย ล้วนมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจคนไทยในการเข้าคูหา เลือกตั้ง 8 ก.พ. ดังนั้น จึงได้เห็นกองทัพพยายามลดเงื่อนไขทุกความขัดแย้ง เพื่อป้องกันการเมืองนำกองทัพไปปั่นกระแส การขับเคี่ยวกันในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง