ศึกเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.2569 จับชีพจรผ่าน “เนชั่นโพล” ที่เผยแพร่เมื่อ 28 ม.ค.2569 ที่น่าติดตามและโฟกัสมากสุด หนีไม่พ้น “สมรภูมิภาคอีสาน” เพราะเป็นพื้นที่แย่งชิงสส.มากถึง 133 เขต
ผลสำรวจ “เนชั่นโพล” ระหว่างวันที่ 23-26 ม.ค.2569 ชี้ชัดจากกลุ่มตัวอย่างลงลึกถึงระดับชุมชน หมู่บ้าน ทั้งใน และนอกเขตเทศบาล ที่แบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด 9 ภูมิภาค ๆ ละ 1,200 ตัวอย่าง รวมทั้งประเทศ 10,890 ตัวอย่าง
ภาพรวมในระดับประเทศ มีแนวโน้มการเลือกตั้ง สส.เขต จากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนมากที่สุด สัดส่วนใกล้เคียงกัน ร้อยละ 21.14 และ 21.11 ตามลำดับ รองลงมา คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 17.56 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.58 แต่มีคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 23.85
เฉพาะภาคอีสานให้ “ภูมิใจไทย” เป็นแชมป์ ร้อยละ 28.58 โดยสัดส่วนสูสีกับ “เพื่อไทย" ที่ตามมาอันดับ 2 ร้อยละ 25.81 ตามด้วยพรรคประชาชน ร้อยละ 16.96 ส่วนกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 17.2
แนวโน้มการเลือก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 31.06 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 23.33 พรรคประชาชน ร้อยละ 16.04 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 19.44
สะท้อนภาพ ศึกเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 มีแนวโน้มที่พรรคเพื่อไทย อาจเสียแชมป์ให้พรรคภูมิใจไทยเป็นครั้งแรก นับแต่ปี 2544 ที่เป็นพรรคไทยรักไทย ต่อเนื่องมาถึงพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย
ปี 2544 ปี 2548 ปี 2550 ปี 2554 ปี 2562 และปี 2566 ดีเอ็นเอพรรคไทยรักไทย ที่มีจิตวิญญาณนโยบายจับต้องได้ ชนะในภาคอีสานผ่านแบรนด์ ไทยรักไทย หัวใจคือประชาชน ต่อเนื่องมา “ทักษิณ คิดเพื่อไทยทำ” “เพื่อไทยแลนด์สไลด์” “ เพื่อไทยทำได้” กำลังถูกท้าทายจากเกมการเมืองพลังอิทธิพลบ้านใหญ่หลายบ้าน รวมกันเป็น “บ้านยักษ์” เพื่อล้มนักเลือกตั้งยี่ห้อสีแดง ที่มีเงา“ทักษิณ” เป็นดีเอ็นเอ
ย้อนแชมป์ สส.อีสาน ปี 2566 จำนวน สส.เขตมากที่สุด 133 เขต พรรคเพื่อไทยครองเสียงมาอันดับ 1 ได้ สส.อีสาน 73 เสียง ประกอบด้วย จ.อุดรธานี 7 คน (จาก 9 เขต) จ.ขอนแก่น 6 คน (จาก 11 เขต) จ.นครราชสีมา 12 คน (จาก 16 เขต) จ.ร้อยเอ็ด 5 คน (จาก 8 เขต) จ.สุรินทร์ 3 คน (จาก 8 เขต)
จ.ศรีสะเกษ 7 คน (จาก 9 เขต) จ.นครพนม 2 คน (จาก 4 เขต) จ.อุบลราชธานี 4 คน (จาก 11 เขต) จ.เลย 3 คน (จาก 4 เขต) จ.มหาสารคาม 5 คน (จาก 6 เขต) จ.หนองบัวลำภู 3 คน (3 เขต ยกจังหวัด) จ.ชัยภูมิ 3 คน (จาก 7 เขต) จ.หนองคาย 2 คน (จาก 3 เขต) จ.สกลนคร 5 คน (จาก 7 เขต) จ.กาฬสินธ์ 4 คน (จาก 6 เขต) จ.บึงกาฬ 1 คน (จาก 3 เขต) และ จ.ยโสธร 1คน (จาก 3 เขต)
ขณะที่พรรคการเมืองอื่น พบว่าค่ายสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย มาแชร์ฐานเสียงภาคอีสานจากพรรคเพื่อไทย ไปได้มากที่สุด 35 ที่นั่ง รองลงมาเป็นพลังประชารัฐ 7 ที่นั่ง ก้าวไกล 7 ที่นั่ง ไทยสร้างไทย 5 ที่นั่ง เพื่อไทรวมพลัง 2 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 2 ที่นั่ง และชาติไทยพัฒนา 1 ที่นั่ง
สมรภูมิอีสานครั้งนี้ จึงถูกคาดหมายว่าพรรคเพื่อไทยจะโดนเจาะทะลวงอย่างหนักในหลายพื้นที่ ด้วยอิทธิพลกระแสชาตินิยมของพรรคสีน้ำเงินที่กำลังปลุกเร้าอยู่ในภาคอีสาน และการใช้ภาพลักษณ์ความสดใหม่ทางการเมือง ของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์" รมว.พาณิชย์ ดรีมทีมเศรษฐกิจ คอยปั่นแต้มกระแสขั้วอนุรักษนิยม ให้เทมายังพรรคภูมิใจไทยมากที่สุด
สำรวจตรวจสอบ การวิเคราะห์พื้นที่ภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย จากคีย์แมนในบัญชีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ วิเคราะห์ว่า “เนชั่นโพล”ในภาคอีสาน ถือว่าเป็นโพลที่มีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบัน และบริบททางการเมืองมากที่สุด
โดยคีย์แมนเพื่อไทยรายนี้ ประเมินโอกาสที่เพื่อไทยจะชนะยกจังหวัด ประกอบด้วย นครพนม ยโสธร มหาสารคาม ส่วนจังหวัดที่มีลุ้นเกือบยกจังหวัดรองลงมา คือ อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น มุกดาหาร เลย
อย่างไรก็ตาม จังหวัดที่มีโอกาสยกจังหวัดของค่ายแดง จะเจอตำบลกระสุนตก ฝนห่าใหญ่ในช่วง 1 สัปดาห์ท้าย เพราะหากผ่อนแรงลงมีสิทธิพลิกร่วงจนกระทั่งอาจไม่ได้ยกจังหวัดแม้แต่จังหวัดเดียวในภาคอีสาน
ส่วน นครราชสีมา ลุ้นรักษาที่นั่ง ไม่ต่ำ 12 เขต โดยมีลุ้นในเขตปีกชาติพัฒนา 2 เขต ที่ใช้ยุทธศาสตร์“รวมกันเราอยู่” เพื่อล้มพรรคสีส้ม
โดยพื้นที่โคราชผนึกกำลัง 3 บ้านใหญ่ คือ หวังศุภกิจโกศล จันทรรวงทอง และลิปตพัลลภ โดยโคราชจะมีตัวสอดแทรกตัดแต้มสีแดง ได้ คือ พรรคประชาชนในเขตเมือง
ขณะที่หนองบัวลำภู อาจเสียที่นั่งให้ ”ไชยา พรหมา" พรรคกล้าธรรม ขณะเดียวกัน จ.ร้อยเอ็แ อาจได้เขตงูเห่า 2 เขต โดยเขต 1 มีลุ้นว่าจะต้านสรรพกำลังสีน้ำเงินได้หรือไม่
ส่วนจังหวัดที่มีความเสี่ยง สส.จะหายไปจากเดิม คือ อุบลราชธานี อาจได้ 4-5 เขต หรือเท่าเดิม โดยมีลุ้นในเขตชายแดน 2 เขต คือ ประภูศักดิ์ จินตะเวช และ วัชรพล เชื้อคง ซึ่งต้องปะทะกับผู้สมัคร"พรรคไทรวมพลัง" โดยมี มาดามกบ จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ลงขวางค่ายแดงในเขตประภูศักดิ์
ส่วน จ.บึงกาฬ รักษาฐานที่มั่นเดิม 1 เขต และลุ้นได้ สส.เพิ่ม จ.อำนาจเจริญ ครั้งก่อนแดงสูญพันธุ์ คราวนี้ยังเป็นศึกหนักต้องสู้กระแสพรรคสึน้ำเงินครองจังหวัด
อีสานใต้ จ.ศรีสะเกษ อาจหายไป1 เขต จ.สุรินทร์ อาจหายไป 1 เขต หากจังหวัดเหล่านี้ได้ สส.เท่าเดิม ถือว่ากำไรแล้ว
ส่วนจังหวัดในภาคอีสานที่ค่ายสีแดงจะเจาะได้ยาก คือ จ.บุรีรัมย์ เมืองหลวงก๊กสีน้ำเงิน แต่พรรคเพื่อไทยยังแอบลุ้น 1 เขต ในเขต 7 อ.โนนสวรรค์ อ.หนองกี่ “พรรณธนู วรรณกางซ้าย” มีลุ้นปักธงสีแดง เพราะแต้มครั้งก่อนสวิงโหวตหายใจรดต้นคอพ่ายแพ้พรรคสีน้ำเงินเพียงหลักร้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ อาจหายไปจังหวัดละ 1 เขต
“อดีต สส.เพื่อไทยที่ย้ายไปภูมิใจไทยในเขตของภาคอีสาน จะสอบตกเกือบทั้งหมด เพราะประชาชนไม่นิยม สส.ที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคอื่น” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย ระบุ
จับชีพจรกระแสอาจารย์เชน ”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์“ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งลุยปราศรัยภาคอีสาน 3 วัน 24-26 ม.ค. 2569 กว่า 20 เวที มีสีสันบุกไปเหยียบถิ่นน้ำเงินเข้ม อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ของ “ใหม่ ไอน้ำ” หรือ ใหม่ สุขะเดชะ ผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ เขต 5 ของพรรคเพื่อไทย ลงต่อสู้กับ แกนนำสีน้ำเงิน อย่าง โสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ
อาจารย์เชน ถึงขั้นขอพรที่วัดหงษ์ วัดคู่บ้านคู่เมืองและ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ จ.บุรีรัมย์ ปลุกขวัญผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์
บรรดา ผู้สมัคร สส. บุรีรัมย์ส่งเสียงขอพรให้ “อาจารย์เชน” ได้เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็น สส. โดยอาจารย์เชนปลุกเร้า ผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ ในถิ่น “ครูใหญ่เนวิน” ว่า ”ขอให้พวกเราเข้าสภาด้วยเหมือนกัน“
เพื่อไทยมีการวิเคราะห์ในช่วง 7 วันสุดท้าย นับตั้งแต่วันที่ 1-7 ก.พ.2569 จะเป็นห้วงสัปดาห์แห่ง“คืนหมาหอนแทบทุกวัน” ในภาคอีสาน
ปัจจัยการแพ้-ชนะ จึงมิใช่อยู่ที่กระแสของพรรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังจะต้องตรึงกำลังให้อยู่หมัด โดยใช้สรรพกำลังที่มีอยู่ ทุ่มทุน อัดเข้าไปในแต่ละพื้นที่ที่มีโอกาสชนะ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้บทเรียนจากปี 2566 เพื่อไม่ให้ประสบชะตากรรมซ้ำรอยพ่ายแพ้ในช่วง 7 วันสุดท้าย
ว่ากันว่าศึกเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยทุ่มทุนหนักกว่าศึกเลือกตั้งในทุกๆครั้งที่ผ่านมา เพราะในอดีตพรรคเพื่อไทยใช้กระแสนำเพราะในอดีตพรรคเพื่อไทยใช้กระแสนำให้พรรคมาโดยตลอด
โดยคีย์แมนแถวสองในภาคอีสาน ชี้ว่า แกนนำต้องใส่เกียร์เดินหน้าต่อ ต้องไม่ชะล่าใจ หรือถอยเรื่องสรรพกำลังเป็นอันขาดไป แม้จะมีกระแสของแคนดิเดตนายกฯ“ยศชนัน” คอยปั่นแต้มกระแสก็ตาม
อัปเดตเข้าสู่ทางตรงหลังโค้งสุดท้าย 2-4 ก.พ.แคนดิเดตนายกฯ ของค่ายสีแดง จึงถูกวางคิวแน่น ตอกย้ำความเชื่อมั่น “เพื่อไทยทำได้” ในภาคอีสาน ตั้งแต่ร้อยเอ็ด นครพนม อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์
คีย์แมนอีสานฟันธงว่า "ยุทธศาสตร์เดียวในภาคอีสาน เขตไหนต้องสู้กระสุน ต้องใช้ทั้งกระแสและกระสุน ต้องทุบไม่ถอย เพราะถ้าถอย อาจต้องเสียแชมป์เป็นครั้งแรกให้ค่ายสีน้ำเงินในสมรภูมิอีสาน"





