วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

'ราชภัฏโพล' ชี้ชัด 'ส้ม' ความนิยมเหนือ 'น้ำเงิน' ลุ้นรักษาแชมป์

'ราชภัฏโพล' ชี้ชัด 'ส้ม' ความนิยมเหนือ 'น้ำเงิน' ลุ้นรักษาแชมป์

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่ห้องประชุม ดร.เศาวนิต เศาณานนท์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนคราชสีมา มีงานแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง 2569 และประชามติรัฐธรรมนูญ ภายใต้ โครงการราชภัฏโพล จัดทำโดยที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ 

”ราชภัฏโพล“ รอบนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ของ การเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยวิธีการสำรวจของราชภัฏโพลใช้รูปแบบออนไลน์กับการโทรศัพท์สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่คัดกรองแล้วสูงถึง 11,700 ตัวอย่าง กระจายตามจังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัด ทุกภูมิภาคซึ่งมีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่ ระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2569 

รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย กล่าวในตอนต้นของการแถลงว่า การสำรวจข้อมูลเพื่อจัดทำโพลครั้งนี้ไม่ได้เก็บจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ แต่เก็บข้อมูลจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จากทุกอาชีพ ทุกกลุ่มอายุ ทุกเจนเนอเรชั่นอย่างสมดุล และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ ที่รณรงค์หาเสียงกันอยู่ได้รับรู้ความต้องการของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ต้องการชี้นำทางการเมืองใดๆ 

ผลสำรวจประเด็นแรก พบว่า นโยบายของพรรคการเมืองที่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน สูงที่สุดคือปัญหาปากท้อง ตามด้วยปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

ประเด็นต่อมา ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สูงถึง 71.6% ระบุว่าจะเลือก สส.เขต กับ สส.บัญชีราชื่อจากพรรคเดียวกัน 

ส่วนความพร้อมของประชาชนในการเลือกตั้ง พบว่า ประชาชนจำได้ว่าจะเลือกพรรคใด หมายเลขใด สูงถึง  70.9% แต่ก็ยังมีอีกราวๆ  29% ที่บอกว่า “จำไม่ได้”

คนไทยเลือกจากนโยบายพรรคมากกว่าตัวบุคคล 

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ พฤติกรรมการเลือก สส.บัญชีรายชื่อ จากเหตุผลใดมากที่สุด ผลสำรวจพบว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 47.1% เลือกจากนโยบายพรรคมากที่สุด รองลงมาจึงเป็นผลงาน 

ส่วนเหตุผลในการเลือก สส.เขต ปรากฏว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 45.3% ตัดสินใจเลือกจากนโยบายพรรคเช่นกัน รองลงมาจึงเป็นคุณสมบัติของผู้สมัคร 

'ราชภัฏโพล' ชี้ชัด 'ส้ม' ความนิยมเหนือ 'น้ำเงิน' ลุ้นรักษาแชมป์

ประชามติส่อฉลุย เกือบ 70% เห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญ

สำหรับความเห็นต่อการทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พบว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์ จำนวน 67.8% เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

“พรรคส้ม” นำโด่งทั้งกระแสพรรค - แคนดิเดตนายกฯ 

ผลสำรวจไฮไลต์เกี่ยวกับพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกฯรัฐมนตรี ที่ประชาชนต้องการเลือกในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 38.8% เลือกพรรคประชาชน ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 17.9% และ พรรคภูมิใจไทย 15.6%

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ ปรากฏว่า “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน 36.7% รองลงมา “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ​์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทย 15.9% และ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย 15.2% 

'ราชภัฏโพล' ชี้ชัด 'ส้ม' ความนิยมเหนือ 'น้ำเงิน' ลุ้นรักษาแชมป์

เทียบสำรวจ 2 ครั้ง “แดง“ แรงขึ้น - ”น้ำเงิน“ ถดถอย -  ”ส้ม“ สูงต่อเนื่อง

ในการแถลงข่าวยังมีการนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบผลโพลครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ของ “ราชภัฏโพล” ด้วย โดย ผศ.ดร.รัฐกร คิดการ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า ราชภัฏโพลสำรวจครั้งแรก ระหว่างวันที่ 22-30 ธันวาคม 2568 เป็นช่วงคาบเกี่ยวก่อนและขณะสมัครรับเลือกตั้ง จึงมีข้อมูล “ตัดสินใจหรือยัง” พ่วงมาด้วย แต่การสำรวจครั้งที่สอง ได้ตัดประเด็นนี้ทิ้งไป 

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจาการสำรวจ 2 ครั้ง พบความต่างคือ 

 - พรรคเพื่อไทย ผลสำรวจรอบ 2 เพิ่มขึ้น 5.4%

 - พรรคภูมิใจไทย ผลสำรวจครั้งที่ 2 ลดลง 5.7%

 - พรรคประชาชนทรงตัว และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีคะแนนที่สูงอยู่แล้ว 

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ พบว่า 

  - “หัวหน้าเท้ง” ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น 6.7% 

 - นายกฯหนูอนุทิน คะแนนลด 9.2% 

 - ”ดร.เชน“ยศชนัน ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น 

'ราชภัฏโพล' ชี้ชัด 'ส้ม' ความนิยมเหนือ 'น้ำเงิน' ลุ้นรักษาแชมป์

เมื่อแยกผลสำรวจรายภูมิภาค พบว่า พรรคประชาชน ได้รับความนิยมสูงสุดในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอีสาน 

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ได้รับความนิยมมากที่สุดในภาคตะวันตก

ส่วนภาคใต้ เป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ 

สำหรับแนวโน้มคะแนนนิยาของ แคนดิเดตนายกฯ สอดคล้องกับความนิยมของพรรคการเมือง กล่าวคือ “หัวหน้าเท้ง” ได้อันดับ 1 ในภาคเหนือภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

ส่วน ดร.เชน ยศชนัน พรรคเพื่อไทย คะแนนสูงสุดที่ภาคตะวันตก ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ครองความนิยมในภาคใต้ 

เมื่อแยกตามกลุ่มอายุ พบว่า Gen Z กับ Gen Y นิยมพรรคประชาชน 

กลุ่ม Gen X ตอนต้นอายุ 40-49 ปี ยังคงนิยมพรรคประชาชน

กลุ่ม Gen X ตอนปลาย สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย 

แต่เมื่อรวม Gen X สองกลุ่ม เป็นพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ส่วนกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ กระจาย 3 พรรค

ขณะที่การเลือกนายกฯของแต่ละ Gen ก็สอดคล้องกับพรรคที่เลือก 

การเมืองไทยขยับเลือกพรรค มากกว่าตัวบุคคล 

รศ.ดร.อดิศร สรุปว่า ผลโพลของเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ถอดรหัสการเลือกตั้งได้แบบนี้ 

1.) นโยบายเศรษฐกิจจะเป็นเงื่อนไขตัดสินใจว่าประชาชนจะเลือกใคร 

2.) ประชาชนผู้เลือกตั้ง 71.6% บอกว่าจะเลือก สส.สองระบบจากพรรคเดียวกัน 

3.) ประชาชนผู้เลือกตั้ง 70.9% พร้อมแล้ว และตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเบอร์ไหน เพราะจำเบอร์ได้ชัดเจน

4.) การเลือก สส.เขต และบัญชีรายชื่อ จะเลือกจากนโยบายพรรคเป็นหลักในการตัดสินใจ 

5.) ประชาชนผู้เลือกตั้ง 67.8%เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อแยกย่อยไปตามพื้นที่ ปรากฏว่าบางพื้นที่มีกระแสคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญสูงมากเหมือนกัน แต่ภาพรวมทั้งประเทศมีคะแนนออกมาตามที่เห็น 

รศ.ดร.อดิศร ให้ข้อสังเกตปิดท้ายว่า การเมืองไทยขยับจากการเลือกตัวบุคคล ไปที่การเลือกนโยบายพรรคมากขึ้น ถือเป็นการเมืองเชิงนโยบายและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พรรคการเมืองที่สามารถตอบโจทย์เชิงเศรษฐกิจได้ จะมีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ส่วนพรรคการเมืองที่เสนอแนวคิดปฏิรูปเชิงโครงสร้าง จะมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งอย่างชัดเจน